รมต.สิ่งแวดล้่อมอาเซียนร่วมประชุม แก้ไขปัญหาหมอกควัน
รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของมาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน อินโดนีเซียและไทย ร่วมประชุมที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในวันนี้ (17 ก.ค.2556) เพื่อหารือในการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหามลภาวะทางอากาศ จากการลักลอบเผาป่าเพื่อทำการเกษตรบนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย หลังจาก 2 วันก่อนหน้านี้มีการประชุมในระดับคณะทำงานไปแล้ว
โดยที่ประชุมเห็นตรงกันว่าในเดือนต.ค.2556 จะมีการเริ่มต้นการใช้งานระบบเฝ้าระวังหมอกควัน ที่สิงคโปร์เป็นผู้พัฒนาขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการเฝ้าระวัง และบันทึกเป็นหลักฐานเพื่อให้เจ้าหน้าที่ใช้ดำเนินคดีทางกฏหมายได้ นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นตรงกันว่า ควรมีการวางแผนระยะยาว เช่น ระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการฝึกอบรมเพื่อป้องกันไฟป่า
ด้านรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรน้ำของสิงคโปร์ เรียกร้องให้มีการแบ่งปันข้อมูลอย่างโปร่งใส และตรงไปตรงมามากกว่านี้ เช่น ข้อมูลจุดที่เกิดเพลิงไหม้ ข้อมูลดาวเทียมซึ่งส่วนนี้เป็นข้อมูลที่สามารถเข้าถึงได้อยู่แล้ว แต่ยังขาดข้อมูลแผนที่พื้นที่สัมปทานปาล์มน้ำมัน ซึ่งควรเปิดกว้างให้สาธารณะเข้าถึง รวมทั้งควรบังคับใช้กฏหมายให้เข้มงวด
ขณะที่รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของอินโดนีเซีย ระบุว่าอินโดนีเซียสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับสัมปทานเพาะปลูกได้ แต่ไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะตามที่รัฐมนตรีสิงคโปร์เรียกร้องได้ เพราะมีปัญหาด้านกฎหมาย อย่างไรก็ตามรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอินโดนีเซียเปิดเผยว่า รัฐบาลอินโดนีเซียจะให้การรับรองสนธิสัญญาว่าด้วยมลภาวะหมอกควันข้ามพรมแดนของอาเซียนได้เร็วที่สุดภายในปลายปีนี้ หรือช้าที่สุดภายในต้นปีหน้า ซึ่งตอนนี้มีอินโดนีเซียประเทศเดียว ที่ไม่ให้การรับรองสนธิสัญญาดังกล่าว
การลงนามรับรองสนธิสัญญาฉบับนี้ บังคับให้ประเทศที่ลงนามรับรอง ป้องกันการเผาป่า มีมาตรการเฝ้าระวัง และป้องกันไฟป่า รวมทั้งแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และให้ความช่วยเหลือประเทศที่ประสบปัญหา และประเทศที้เป็นสาเหตุปัญหาหมอกควัน จะต้องแบ่งปันข้อมูลให้ประเทศที่ได้รับผลกระทบทันทีที่ได้รับการร้องขอ
ปัญหาหมอกควันจากการเผาป่าของอินโดนีเซีย เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทุกปี แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนมิ.ย.2556 เป็นปัญหาที่รุนแรงที่สุด ซึ่งทำให้คุณภาพอากาศทั้งในสิงคโปร์ มาเลเซีย และที่จังหวัดริเอาของอินโดนีเซียเลวร้าย กระทบต่อสุขภาพประชาชน การคมนาคมและการท่องเที่ยว
รวมทั้งเกิดการกล่าวโทษกันซึ่งอินโดนีเซีย กล่าวโทษว่าเป็นเพราะบริษัทปาล์มน้ำมันจากมาเลเซียและสิงคโปร์ ใช้วิธีการตัดและเผาต้นปาล์มเก่า เพื่อใช้เพาะปลูกใหม่ แต่ทั้งมาเลเซียและสิงคโปร์โทษว่า เพราะการถางพื้นที่โดยคนท้องถิ่นของอินโดนีเซีย และการไม่เข้มงวดบังคับใช้กฎหมายของอินโดนีเซียเอง ซึ่งสิงคโปร์เรียกร้องให้เปิดเผยแผนที่พื้นที่สัมปทานบริษัทปาล์มน้ำมัน
ขณะที่ล่าสุด มีรายงานว่าตำรวจอินโดนีเซีย เตรียมดำเนินคดีกับบริษัทปาล์มน้ำมันของมาเลเซีย ที่มีพบหลักฐานการกระผิด รวมทั้งกำลังตรวจสอบบริษัทต้องสงสัยเพิ่มเติมอีก 8 บริษัท
