แฉไทยร่วมรัฐบาลทหารพม่า สร้างโครงการ
เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ที่หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จัดเสวนาเนื่องในวันผู้ลี้ภัยโลก โดยเชิญ นายเกษม ทวีปัญญสกุล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สภาความมั่นคง นายสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ผู้สื่อข่าวอาวุโส นสพ.เดอะเนชั่น และนาย สุนัยผาสุข นักวิชาการอิสระฮิวแมน ไรท์ วอช (Human Right Watch) ร่วมเสวนา
นายสุนัยกล่าวว่า มีคนมากกว่า 43ล้านคนในโลกที่ถูกบังคับให้ย้ายถิ่นที่อยู่ มากกว่า 80% อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา และมากกว่า 50% เป็นผู้หญิงและเด็กซึ่งในจำนวนนี้ 40% อายุน้อยกว่า 18 ปี โดยในจำนวนประชากรโลก 158 ล้านคน จะมีคนถูกบังคับย้ายถิ่นหนึ่งคนซึ่งในส่วนของประเทศไทยนั้นผู้ลี้ภัยและผู้อพยพย้ายถิ่นที่เข้ามาอยู่มากที่สุดคือผู้อพยพจากประเทศพม่า
นักวิชาการอิสระ กล่าวอีกว่า การจัดการและการดูแลผู้ลี้ภัยในประเทศไทยนั้นรัฐบาลในชุดก่อนๆได้ดูแลโดยยึดตามหลักสิทธิมนุษยชน แต่เมื่อครั้งที่รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรีเข้ามาบริหารประเทศนั้นก็ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบในการดูแลผู้ลี้ภัยโดยเน้นให้มีการผลักดันกลับเพราะต้องการสร้างความสัมพันธ์กับรัฐบาลพม่าในขณะนั้น โดยรวมหัวกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น กล่าวหาว่าองค์กรระหว่างประเทศอย่างยูเอ็นเอชซีอาร์มาสำรวจและให้สถานะผู้ลี้ภัยโดยไม่แจ้งรัฐบาลไทยจึงต้องลดความสัมพันธุ์ลง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว UNHCR ได้แจ้งข่าวกับรัฐบาลไทยตลอด การกระทำของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณในครั้งนั้นทำให้ความสัมพันธ์ของประเทศไทยกับองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเกิดรอยร้าวฉานขึ้น รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่ตำหนิรัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณในเรื่องสิทธิมนุษยชนก็ดำเนินการในเรื่องนี้แทบไม่ต่างกันสิ่งที่เป็นความเลวร้ายที่สุดของรัฐบาลอภิสิทธิ์คือการผลักดันลาวม้งกลับทั้งๆ ที่เขาไม่พร้อมเพียง เพราะต้องการสานสัมพันธ์กับรัฐบาลลาว ตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลนั้นในการส่งกลับผู้ลี้ภัยกลับไปยังต้นทางประเทศของเขาจะต้องได้รับความยืนยันและความยินยอมพร้อมใจจากผู้ลี้ภัยเหล่านั้นก่อนว่าเขาต้องการที่จะไปหรือไม่แต่รัฐบาลไทยได้ยึดถือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากกว่าหลักสิทธิมนุษยชนผลักดันผู้ลี้ภัยชาวพม่ากลับประเทศทั้งๆที่สถานการณ์การสู้รบในประเทศของเขายังคุกรุ่นอยู่
นายสุนัยกล่าวว่า ตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลหากผู้ลี้ภัยคนใดได้รับการรับรองสถานภาพแล้วรัฐไทยไม่สามารถส่งผู้ลี้ภัยเหล่านั้นกลับได้นอกจากเจ้าตัวจะยินยอมหรือสมัครใจเสียก่อนแต่กระบวนการคัดกรองผู้ลี้ภัยของประเทศไทยสร้างความกังขาและคลางแคลงใจให้กับองค์กรสิทธิมนุษยชนมากเพราะบุคคลที่ได้รับการรับรองสถานะผู้ลี้ภัยแล้วก็ถูกจุบกุมตัวและส่งกลับประเทศพร้อมกันแรงงานข้ามชาติการดำเนินการทุกอย่างกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานปกครองที่เกี่ยวข้องสร้างกฏเกณฑ์ขึ้นมาเองโดยปราศจากการยึดหลักสิทธิมนุษยชนสากล
"ปัญหาจำเป็นที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนเมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาคือรัฐบาลและหน่วยงานปกครองของไทยควรจะกลับไปสานสัมพันธ์กับองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างUNHCRและควรเปิดโอกาสให้กลไกคณะกรรมการระดับจังหวัด (ProvincialAdministration Board - PAB)ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการคัดแยกผู้ลี้ภัยอย่างเป็นกลางตามหลักสิทธิมนุษยชนด้วยและการจะผลักดันผู้ลี้ภัยกลับประเทศนั้นรัฐบาลไทยชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศก็จะต้องประเมินข้อเท็จจริงด้วยความจริงตามสถานการณ์ของแต่ละประเทศก่อนที่จะมีการส่งกลับรวมถึงรัฐบาลไทยเองควรจะเข้าไปมีส่วนช่วยการสนับสนุนให้เกิดเสรีภาพและสันติภาพอย่างแท้จริงในประเทศพม่าเพราะเมื่อประเทศพม่ามีเสรีภาพและสันติภาพอย่างแท้จริงการส่งกลับผู้ลี้ภัยก็จะทำได้และกลุ่มคนเหล่านี้ก็อยู่ในประเทศของเขาได้อย่างมีความสุขและอย่างมีศักดิ์ศ" นักวิชาการอิสระฮิวแมน ไรท์ วอช กล่าว
ขณะที่นายไกรศักดิ์ ชุนหะวัณ รองประธานกลุ่มสมาชิกรัฐสภาอาเซียนเพื่อพม่า (AIPMC) กล่าวว่า การขยายโครงการเมกะโปรเจ็ก ที่อ.ทวาย ประเทศพม่าว่า การขยายโครงการดังกล่าวเป็นการลงทุนของรัฐบาลไทยที่ไปสร้างไว้ เพราะไม่สามารถทำโครงการเซาท์เทิร์นซีบอร์ดในประเทศไทยได้ โครงการนี้เป็นเหมือนการทำร้ายชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นทางอ้อม เพราะที่ดินของเขาจะถูกน้ำท่วม ผู้หญิงหลายคนที่อยู่บริเวณนั้นก็จะถูกกระทำทารุณกรรมทางเพศจากทหารพม่าจะมีความเลวร้ายหลายสิ่งตามมาจากผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นดังนั้นสิ่งที่จำเป็นจะต้องแก้ไขคือการดำเนินโครงการของเอกชนและรัฐไทยจะต้องทำตามหลักสากลโดยต้องมีการประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณนั้นด้วย
นายสุรพงษ์กองจันทึก ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติแรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความกล่าวว่า สิ่งที่รัฐจะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนคือรัฐจะต้องเล่นงานกระบวนการค้ามนุษย์อย่างจริงจังและปรับแนวคิดเรื่องมุมมองแก่ผู้ลี้ภัยว่าไม่ใช่ภาระและยกเลิกวิธีกดดันผู้ลี้ภัยให้กลับประเทศเมื่อเขายังไม่พร้อมและต้องยอมรับการมีตัวตนของผู้ลี้ภัยที่สามารถนำไปแก้ไขปัญหาในทางกฎหมายได้รวมถึงรัฐเองจะต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีไม่เฉพาะกับประเทศต้นทางผู้ลี้ภัยแต่ต้องสร้างความสัมพันธ์กับชนกลุ่มน้อยซึ่งเป็นผู้อพยพและผู้ลี้ภัยในประเทศต้นทางเหล่านั้นด้วยเพื่อจะได้ให้ความช่วยเหลือกลุ่มคนเหล่านี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ด้านนายเกษม ทวีปัญญสกุล นักวิเคราะห์นโยบายและแผน สภาคามมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)กล่าวว่า นโยบายในการดูแลผู้ลี้ภัยของเรายังเหมือนเดิมซึ่งหากประเทศตะวันตกประเทศใดที่พร้อมรับผู้ลี้ภัยไปอยู่ด้วยเราก็จะประสานกับ UNHCRให้มารับผู้ลี้ภัยเหล่านั้นไปยังประเทศที่พร้อม ทั้งนี้ เรามีนโยบาย3 อย่างเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย คือหากมีการอพยพเข้ามาใหม่เราก็จะนำผู้ลี้ภัยเหล่านั้นมาคัดแยกโดยมอบให้คณะกรรมการระดับจังหวัดมีผู้ว่า มีนายอำเภอ เข้ามาพิจารณาร่วมเพื่อให้พื้นที่พักพิงเราไม่มีการเพิ่มหรือการขยายพื้นที่ใหม่ นอกจากนี้ยังได้มอบให้กระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคัดกรองบุคคล ซึ่งได้รับสถานะหรือว่าได้รับสิทธิเป็นเรื่องของซึ่งการช่วยเหลือก็จะเป็นไปตามปกติ
แท็กที่เกี่ยวข้อง:
