กลยุทธ์ "ปชป.-พท." เลือกสนามกรุงเทพฯ ปราศรัยทิ้งทวนก่อนเลือกตั้ง

การเมือง
02:26
จำนวนผู้ชม 57
Thai PBS
กลยุทธ์ "ปชป.-พท." เลือกสนามกรุงเทพฯ ปราศรัยทิ้งทวนก่อนเลือกตั้ง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าโค้งสุดท้ายที่เหลือเวลาอีกเพียง 2 วันสุดท้ายของการหาเสียง 2 พรรคใหญ่อย่างเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ได้เตรียมวางหมากสุดท้ายสำหรับการขอคะแนนเสียงกันไว้แล้ว ซึ่งทั้ง 2 พรรคเลือกที่จะปราศรัยใหญ่ในกรุงเทพฯในวันเดียวกัน

ย้อนกลับไปดูยุทธศาสตร์การหาเสียงของ2 พรรคใหญ่นับตั้งแต่เริ่มออกตัวดูเหมือนจะเร่งแข่งขันกันที่นโยบาย และ การชูตัวบุคคลของแต่ละพรรคเป็นหลักแต่ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง หลัง กกต.ห้ามโพลสำนักต่าง ๆ เปิดเผยผลความนิยมที่อาจส่อไปถึงการชี้นำ หรือ ชี้ชวนให้เลือกคนใดคนหนึ่ง หรือ พรรคใดพรรคหนึ่ง สไตล์ หรือ รูปแบบการหาเสียงได้ปรับเปลี่ยนให้เข้มข้นขึ้น

ไม้เด็ดที่แต่ละพรรคนำออกมาโชว์ในช่วงสุดท้าย ไม่เพียงแต่เป็นการตอบโต้ความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง เช่น ใครทำอะไรได้ดีกว่า สำเร็จมากกว่า ยังเป็นเรื่องของการโจมตี และ นำเอาจุดอ่อนของคู่แข่งมาตีแผ่ ซึ่งจุดนี้เองเป็นจุดที่ถูกมองว่า การเมืองไทยไม่ก้าวหน้า เพราะมัวแต่ขุดคุ้ยเรื่องเก่าขึ้นมา โดยใช้ข้ออ้างว่า เป็นบทเรียนโดยมักให้ความสำคัญกับการนำเสนอสิ่งใหม่ หรือ การแก้ปัญหาน้อยกว่าการโจมตีจุดอ่อนของคู่แข่ง

วันที่ 1 ก.ค.นี้ 2 พรรคใหญ่นัดหมายผู้สนับสนุนปราศรัยใหญ่พร้อมกันในวันเดียวแต่อยู่คนละฟากของกรุงเทพ ฯ โดยพรรคประชาธิปัตย์ จะมีการปราศรัยใหญ่ โดยมีแกนนำครบทีมที่สวนเบญจสิริ ย่านสุขุมวิท ขณะที่พรรคเพื่อไทยจะปราศรัยเรียกคะแนนเสียงครั้งสุดท้ายที่สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน ย่านรามคำแหงต้องให้ร่วมจับตาดูไปพร้อม ๆ กันว่า ความหวังที่จะขอคะแนนเสียงจากพลังเงียบอีกกว่าร้อยละ 50 ที่เคยบอกว่า ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกใครดีในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ยุทธศาสตร์การหาเสียงจะเข้มข้นไปที่นโยบาย หรือ ตอบโต้ โจมตี และ แก้ตัว

สำหรับในพื้นที่กทม. ซึ่งถือเป็นสนามเลือกตั้งที่ใหญ่ที่สุด และ อาจใช้วัดผลแพ้-ชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2548 พรรคไทยรักไทย ชนะการเลือกตั้งด้วยเสียง 377 เสียง ขณะที่ประชาธิปัตย์ ได้ 96 เสียง ซึ่งในขณะนั้นไทยรักไทยเป็นรัฐบาลด้วยจำนวน ส.ส. กทม.ของพรรค 32 คน ส่วนฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ มี ส.ส.กทม.อยู่ 4 คน

ส่วนผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ซึ่งได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเปลี่ยนระบบเขต เป็นเขตใหญ่เรียงเบอร์ พรรคพลังประชาชน ได้ ส.ส. 232 คน ขณะที่ ประชาธิปัตย์ ได้ 165 คน นับจากวันนั้นก็เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอีกหลายครั้ง ทั้งการยุบพรรค การย้ายพรรคการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี ทำให้ขณะนี้ประชาธิปัตย์ในฐานะรัฐบาล มี ส.ส.ของพรรคใน กทม. 27 คน และฝ่ายค้านของพรรคเพื่อไทย 9 คน

มีการวิเคราะห์กันว่า หากแบ่งสนามเลือกตั้ง กทม. โดยยึดโยงกับฐานเสียงเดิม และ ทุนทางการเมืองของผู้สมัครสามารถเห็นระดับการแข่งขันได้เป็น 3 ระดับด้วยกัน คือ เขตที่มีพรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนนำ เขตที่พรรคเพื่อไทยมีคะแนนนำ และ พื้นที่ที่ผู้สมัครทั้ง 2 พรรคคะแนนสูสีกัน ซึ่งตามสถิติจะเห็นว่าพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ รวม 23 เขต ประชาธิปัตย์นำอยู่ 7 เขต เพื่อไทยนำอยู่ 5 เขต ส่วนพื้นที่ชั้นนอก รวม 10 เขตประชาธิปัตย์นำอยู่ 3 เขต เพื่อไทย นำ อยู่ 1 เขต ที่เหลือเป็นเขตที่สูสีกัน