มีแนวโน้ม
ประธานาธิบดีบารัค โอบามาประกาศเสนอชื่ออย่างเป็นทางการให้นางเจเน็ท เยลเลน อายุ 67 ปี เข้าเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดคนต่อไป ซึ่งจะแทนนายเบน เบอร์นันเก้ ที่กำลังจะพ้นวาระหลังดำรงตำแหน่งมา 8 ปี นายโอบามากล่าวยกย่องว่านางเยลเลนเป็นนักเศรษฐศาสตร์ และผู้วางนโยบายด้านเศรษฐกิจเก่งกาจที่สุดของประเทศ โดยก่อนหน้านี้มีการเสนอชื่อนายลอเรนซ์ ซัมเมอร์ แต่วุฒิสภาไม่รับรอง ทั้งนี้ เชื่อกันอย่างมากว่าวุฒิสภา ซึ่งพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากจะรับรองนางเยลเลนอย่างท่วมท้น
นางเยลเลนเป็นรองประธานเฟดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้เธอสอนวิชาเศรษฐศาสตร์อยู่ที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ทั้งฮาวาร์ดในสหรัฐฯ และลอนดอนสคูลออฟอีโคโนมี หรือแอลเอสอีในกรุงลอนดอนของอังกฤษ นางเยลเลนได้รับการยกย่องว่าเป็นนักวิชาการที่นำเอาทฤษฎีมาปฏิบัติ จนเกิดผลสัมฤทธิ์คือ กระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม โดยเธอเชื่อมั่นและเป็นผู้ผลักดันหลักการให้รัฐเข้าแทรกแซง และวางกฏเกณฑ์ระบบเศรษฐกิจในระดับมหภาค ซึ่งก็เป็นอิทธิพลจากแนวคิดอันโด่งดังของศาสตราจารย์จอห์น เมนาร์ด คีน และศาสตราจารย์เจมส์ โทบิน รับมาถ่ายทอดให้นางเยลเลนที่มหาวิทยาลัยเยล
การเสนอชื่อนางเยลเลนเป็นประธานเฟดได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวาง โดยญี่ปุ่นก็ถึงกับออกมาระบุว่า ประธานาธิบดีโอบามาเลือกคนได้ชาญฉลาดและถูกต้องที่สุด และโอกาสเดียวกันนี้ ก็มีแนวโน้มว่าทางตันเรื่องวิกฤตงบประมาณและความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้อาจได้รับการแก้ไข โดยล่าสุดทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯได้ประกาศเชิญสมาชิกสภาคองเกรสทั้งหมดมาร่วมประชุมกับฝ่ายรัฐบาล ซึ่งก่อนหน้านี้นายจอห์น โบเนอร์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกันระบุว่าทางตันก็คือ รัฐบาลเป็นฝ่ายเอาแต่ปฏิเสธคำขอเจรจา
หน่วยงานภาครัฐของรัฐบาลกลางสหรัฐฯปิดทำการมาสู่วันที่ 9 ซึ่งก็กระทบต่อบำเหน็จบำนาญและสิทธิประโยชน์ที่จะต้องจ่ายให้กับครอบครัวทหาร ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยล่าสุดกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯได้ประกาศเข้าทำสัญญากู้ยืมกับบริษัทประกัน ซึ่งเงินที่จะชำระคืนนั้นก็เมื่อการปิดทำการหน่วยงานภาครัฐยุติ
ทั้งความเคลื่อนไหวที่รัฐบาลนายโอบามา เป็นฝ่ายชวนเชิญพรรครีพับลิกันให้มาร่วมประชุมและการเสนอชื่อนางเยลเลน ส่งผลให้การซื้อขายหุ้นในตลาดสหรัฐฯปรับตัวสูงขึ้นทันที
