กกต.อ้างใช้
นอกจากสาระสำคัญของการแถลงการณ์ 5 ข้อของ 5 เสือ กกต.ที่ส่งสัญญาณถึงรัฐบาล คู่ขัดแย้งและทุกภาคส่วนในสังคมไทย ว่า กกต.เห็นควรเลื่อนการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ออกไปแล้ว ถ้อยแถลงของ กกต. ยังอ้างอิงว่า หากทุกภาคส่วนไม่สามารถสร้างความเข้าใจและตกลงร่วมกัน เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่นและบริสุทธิ์ยุติธรรมได้ กกต.รายบุคคลจะพิจารณาใช้สิทธิและอำนาจส่วนบุคคลในการตัดสินใจดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อแก้ไขและคลี่คลายปัญหา
"อำนาจสิทธิส่วนบุคคล" ที่ กกต.ระบุถึง ถูกตีความไปอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะการพิจารณาลาออกของ กกต. ชนิดที่เรียกว่า สุดโต่ง 3 ใน 5 คือเหลือ 2 คน จนกลายเป็นการปิดทางการจัดการเลือกตั้ง หรือ เดทล็อคไปในตัว หรือการเดินเท้าเข้าพูดคุยกับรัฐบาล กปปส.และพรรคการเมือง ในกรณีส่วนตัว เพื่อเปิดเวทีพูดคุยที่จะทำข้อตกลงร่วมกัน เพื่อการเลือกตั้งที่เห็นพ้องกันทุกฝ่าย ส่วนอีกแนวทางหนึ่งที่ยังมีการพูดถึงคือการเลื่อนวันลงคะแนนออกไป แต่ยังคงพระราชกฤษฏีกาวันเลือกตั้งไว้ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557
อดีตโจทย์ผู้ยื่นฟ้อง กกต. ทุจริตการจัดการเลือกตั้ง เมื่อปี 2549 อย่างนายถาวร เสนเนียม กล่าวยอมรับว่า สถานการณ์ปัจจุบันต่างกับอดีตที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า กกต.ชุดนี้ยังคงดำเนินการตามกฎหมายและคงความชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ไว้ได้ แม้ในบางพฤติการณ์น่าจะเข้าข่ายหรือส่อว่าจะทุจริตแล้วก็ตาม
นายถาวร เชื่อว่า กกต. กำลังตกอยู่ในภาวะถูกกดดันและข่มขู่ และจากการออกแถลงการณ์จะสะท้อนให้เห็นได้ว่า กกต. มีแนวทางที่จะแก้ปัญหาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไว้แล้ว โดยเฉพาะการลาออก เพื่อสร้างเดทล็อคในการจัดการเลือกตั้ง
ประวัติศาสตร์ทางการเมือง กรณีจัดการเลือกตั้งท่ามกลางความขัดแย้งเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อเดือน เม.ย. ปี 2549 โดยครั้งนั้น ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และส่งผลให้ กกต. 3 คน ต้องคำพิพากษาจำคุก 4 ปี ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หลังพยายามจัดการเลือกตั้ง โดยไม่มีอำนาจและอนุญาตให้ผู้สมัครรายเดิมเวียนเทียนลงสมัครข้ามเขตได้ เพื่อช่วยเหลือผู้สมัครของพรรคไทยรักไทยให้มีคู่แข่ง ด้วยเจตนาเลี่ยงหลักเกณฑ์ กรณีมีผู้สมัครเพียงคนเดียว ต้องได้คะแนนร้อยละ 20 ของจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขตนั้น
