"ไทยพีบีเอส" โต้ สตง. ไม่เปิดช่องแจงก่อนสรุปผลตรวจ

การเมือง
17:03
จำนวนผู้ชม 83
Thai PBS
"ไทยพีบีเอส" โต้ สตง. ไม่เปิดช่องแจงก่อนสรุปผลตรวจ

วันนี้ (14 ต.ค.2569) นายพิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส แถลงข่าวชี้แจงกรณีการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ต่อไทยพีบีเอสว่า ไทยพีบีเอสมีความเป็นมืออาชีพ และอยากให้ สตง. มีความเป็นมืออาชีพในการตรวจสอบหน่วยงานเช่นกัน ที่ผ่านมาสตง.เข้ามาตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง และไม่เคยมีปัญหา

โดยการตรวจสอบชุดที่ผ่านมา หากมีประเด็นใดที่ไทยพีบีเอสต้องชี้แจง ก็เปิดโอกาสให้ชี้แจงได้ แต่ผลการตรวจสอบล่าสุดกลับไม่เปิดโอกาสให้ไทยพีบีเอสชี้แจง และถูกนำไปเผยแพร่ ก่อนที่หน่วยรับตรวจจะได้รับหนังสืออย่างเป็นทางการ

นายพิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส

นายพิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส

ไทยพีบีเอสจึงทำหนังสือถึงคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) เพื่อสอบถามว่า เหตุใดผลการตรวจสอบจึงถูกเผยแพร่ออกมาก่อน จนทำให้เกิดความเสียหาย พร้อมเรียกร้องให้กระบวนการตรวจสอบของ สตง. มีความเป็นมืออาชีพ เนื่องจากที่ผ่านมา ไทยพีบีเอสได้รับการตรวจสอบจากคณะกรรมการชุดที่ 1 ซึ่งเป็นการประเมินความคุ้มค่าและผลสัมฤทธิ์ โดยมีการสอบถามและเปิดโอกาสให้ชี้แจง ก่อนปิดการตรวจสอบ ถือเป็นกระบวนการที่มีความเป็นมืออาชีพ

ส่วนคณะกรรมการชุดที่ 2 และชุดที่ 3 มีการขอเอกสารเกี่ยวกับการจ้างพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ และค่าตอบแทนแขกรับเชิญ แต่หลังการตรวจสอบแล้ว กลับไม่มีการประชุมปิดตรวจ (Exit Conference) ก่อนพบว่า ไทยพีบีเอสต้องชดใช้เงิน 85 ล้านบาท จึงตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดจึงไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจง

ส่วนกรณีคณะกรรมการชุดที่ 3 ตรวจสอบการใช้รถยนต์ส่วนกลางของผู้บริหารนั้น ทีมตรวจสอบของ สตง. ยังตรวจสอบไม่เสร็จสิ้น แต่กลับตั้งโต๊ะแถลงข่าว ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า มีความผิดปกติหรือไม่

เราอยากให้ทุกคนมีความเป็นมืออาชีพ เราเป็นองค์การสื่อที่เป็นมืออาชีพ เราต้องการให้มีการตรวจขึ้น เพื่อปิดความเสี่ยง ไม่ใช่ตรวจลงเพื่อจับผิด อยากให้ สตง. ทำการตรวจสอบหน่วยงานตรวจรับอื่น ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการตรวจสอบ

ไทยพีบีเอสโต้ สตง.  ไม่เปิดช่องแจงก่อนสรุปผลตรวจ

ไทยพีบีเอสโต้ สตง. ไม่เปิดช่องแจงก่อนสรุปผลตรวจ

อย่างไรก็ตาม สตง. ควรรับฟังข้อมูลอย่างรอบด้าน พิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงแนวปฏิบัติและจารีตของแต่ละหน่วยงาน เนื่องจากสื่อสาธารณะไม่ใช่สินค้าอุปโภคบริโภค แต่มีลักษณะการดำเนินงานที่แตกต่างกัน จึงควรรับฟังข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนสรุปความเห็นและส่งหนังสืออย่างเป็นทางการ โดยข้อมูลที่พาดพิงถึงบุคคลอื่นและยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบควรเก็บเป็นความลับ ไม่ควรเปิดเผยจนสร้างความเสียหาย

นายพิเศษกล่าวว่า สตง. ได้รับฟังข้อเสนอแนะดังกล่าวแล้ว ซึ่งต้องขอขอบคุณ และอยากให้ดำเนินการตามแนวทางขององค์กรตรวจสอบระดับสากล เพื่อให้หน่วยรับตรวจทุกแห่งเกิดความสบายใจ และป้องกันไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติต่อองค์กรใดองค์กรหนึ่ง

ไทยพีบีเอสโต้ สตง.  ไม่เปิดช่องแจงก่อนสรุปผลตรวจ

ไทยพีบีเอสโต้ สตง. ไม่เปิดช่องแจงก่อนสรุปผลตรวจ

สำหรับประเด็นที่ สตง. ตั้งข้อสังเกต 3 ประเด็น ได้แก่ การใช้ตัวชี้วัด PSI Rating ปัจจุบันไทยพีบีเอสใช้ตัวชี้วัดทางออนไลน์เพื่อให้เข้าถึงพื้นที่ได้มากขึ้น ส่วนระบบ One Thai PBS อยู่ระหว่างการบูรณาการระบบ เนื่องจากองค์กรมีหน่วยงานทั้งหมด 24 หน่วย แบ่งเป็น 4 สำนักและศูนย์ต่าง ๆ ทำให้การจัดเก็บข้อมูลอาจแยกส่วนกัน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการดำเนินงานมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อองค์กร โดยจะปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของ สตง.

ส่วนประเด็นค่าตอบแทนบุคคลภายนอกที่ถูกมองว่าสูงเกินไป นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวว่า ทีมบริหารชุดปัจจุบันได้ศึกษาระบบที่จะนำมาใช้ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงานแล้ว โดยระบบ ERP ซึ่งเป็นระบบหลักที่เชื่อมโยงการทำงานของทุกสำนักเข้าด้วยกัน อยู่ระหว่างการสรรหาผู้รับจ้างพัฒนาระบบ โดยให้บริษัท KPMG ศึกษาและให้ข้อเสนอแนะ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในต้นปี 2570 และใช้เวลาพัฒนาประมาณ 2 ปี

นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท.

นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท.

อีกระบบหนึ่งคือระบบจัดเก็บและสืบค้นข้อมูล ซึ่งจะช่วยให้การจัดเก็บเนื้อหาเป็นระบบเดียวกัน และสามารถให้บริการในรูปแบบห้องสมุดสาธารณะได้ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปีครึ่ง ขณะที่ระบบ AI อยู่ระหว่างการพัฒนาแพลตฟอร์มให้บุคลากรทั้งองค์กรใช้งาน ซึ่งเป็นไปตามข้อเสนอแนะของ สตง.

สำหรับประเด็นค่าตอบแทนแขกรับเชิญ นายพิเศษกล่าวว่า หากพิจารณาข้อมูลย้อนหลังในปี 2566–2568 พบว่า ค่าตอบแทนบุคคลที่ไทยพีบีเอสเชิญมาออกรายการไม่ได้สูงมาก แต่เมื่อนำตัวเลขรวม 3 ปีมานำเสนอ อาจทำให้ดูเป็นจำนวนเงินที่สูง โดยค่าตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 1,000–1,200 บาทต่อครั้ง และบางรายการผู้เข้าร่วมก็มาโดยสมัครใจ ทั้งนี้ การจ่ายค่าตอบแทนเป็นไปตามกฎระเบียบขององค์การ ไม่มีการทุจริต และสามารถตรวจสอบได้

ไทยพีบีเอสโต้ สตง.  ไม่เปิดช่องแจงก่อนสรุปผลตรวจ

ไทยพีบีเอสโต้ สตง. ไม่เปิดช่องแจงก่อนสรุปผลตรวจ

แม้ สตง.จะเห็นว่า ยังไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน แต่การอนุมัติเป็นอำนาจของผู้อำนวยการ และให้แต่ละสำนักพิจารณาตามกฎหมายวินัยการเงินการคลัง โดยยืนยันว่า การดำเนินงานเป็นไปตามหลักเกณฑ์และระเบียบที่มีอยู่ ภายใต้การพิจารณาอนุมัติของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ทั้งนี้ ต้องพิจารณาด้วยว่า มีการทุจริตหรือสร้างความเสียหายต่อ ส.ส.ท. หรือไม่ หากตรวจพบการกระทำผิดก็จะดำเนินการตามวินัย

นายพิเศษกล่าวว่า สตง. พิจารณาระเบียบการเงิน การบัญชี และงบประมาณปี 2567 ซึ่งไม่ได้ระบุรายละเอียดไว้อย่างชัดเจน จึงควรย้อนกลับไปพิจารณาบทเฉพาะกาลปี 2561 ประกอบด้วย เนื่องจากเห็นว่าแนวปฏิบัติดังกล่าวสอดคล้องกับระเบียบและเปิดช่องให้ดำเนินการได้ ดังนั้น สตง. ควรพิจารณาระเบียบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด หากไม่เกิดความเสียหายและไม่มีการทุจริต ก็สามารถชี้แจงได้

ส่วนกรณีการใช้รถยนต์ส่วนกลางของผู้บริหาร นายพิเศษขอไม่ตอบคำถาม เนื่องจาก สตง. ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด

ไทยพีบีเอสโต้ สตง.  ไม่เปิดช่องแจงก่อนสรุปผลตรวจ

ไทยพีบีเอสโต้ สตง. ไม่เปิดช่องแจงก่อนสรุปผลตรวจ

นอกจากนี้ นายพิเศษยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับผลการรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส ตามมาตรา 77 โดยระบุว่า พบความผิดปกติหลังจาก สตง. เปิดโต๊ะแถลงข่าว เนื่องจากจำนวนผู้แสดงความคิดเห็นเห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่กฎหมายอีก 3 ฉบับไม่ได้มีจำนวนผู้เห็นด้วยเพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน

นายพิเศษกล่าวว่า รายได้จากภาษีบาปเป็นหลักประกันสำคัญต่อความเป็นอิสระในการนำเสนอข่าว และตามรัฐธรรมนูญ สื่อมวลชนมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลและเป็นตัวแทนประชาชนในการตั้งคำถาม หากตัดหลักประกันดังกล่าวออกไป ความเป็นอิสระของสื่อก็จะลดลง และอาจทำให้การเรียกร้องสิทธิของกลุ่มคนชายขอบ กลุ่มคนตัวเล็ก กลุ่มเปราะบาง กลุ่มเด็ก กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่ม LGBTQ+ ประชาชนในชนบท และกลุ่มคนรากหญ้า ทำได้ยากขึ้น

ภารกิจของ ส.ส.ท. ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการออกอากาศทางโทรทัศน์ แต่ยังครอบคลุมการทำงานออนไลน์และการลงพื้นที่ โดยมีสำนักเครือข่ายรับผิดชอบ เพื่อส่งเสริมให้เกิดผู้สื่อข่าวภาคพลเมือง (Citizen Journalist) ที่มีจริยธรรมและช่วยพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น

ไทยพีบีเอสโต้ สตง.  ไม่เปิดช่องแจงก่อนสรุปผลตรวจ

ไทยพีบีเอสโต้ สตง. ไม่เปิดช่องแจงก่อนสรุปผลตรวจ

ด้านนายอดิศักดิ์กล่าวว่า ไทยพีบีเอสได้รับงบประมาณปีละ 2,000 ล้านบาท และไม่เคยของบประมาณเพิ่มเติม แม้ภารกิจนอกเหนือจากการดำเนินสถานีโทรทัศน์จะเพิ่มขึ้นประมาณ 10 เท่า แต่งบประมาณยังเท่าเดิม หากเทียบมูลค่าเงินกับปัจจุบันจะเหลือประมาณ 1,500 ล้านบาท ขณะที่ภารกิจเพิ่มขึ้นอย่างมาก

สิ่งที่ประชาชนอาจมองไม่เห็น คือการดำเนินงานโครงข่ายโทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดิน ซึ่งมีสถานี 63 แห่งทั่วประเทศ และต้องใช้บุคลากรดูแลทุกสถานี ปัจจุบันไทยพีบีเอสมีบุคลากรประมาณ 1,200 คน โดยครึ่งหนึ่งทำงานด้านข่าว ส่วนอีกครึ่งหนึ่งรับผิดชอบภารกิจอื่นที่ไม่ใช่การผลิตเนื้อหา เช่น การให้บริการออนไลน์ การตรวจสอบข่าวปลอม ศูนย์รายการเด็ก และบริการสำหรับผู้พิการ ซึ่งเป็นภารกิจของสื่อสาธารณะที่สื่อเชิงพาณิชย์อาจไม่สามารถดำเนินการได้อย่างครอบคลุม เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านความคุ้มค่าทางธุรกิจ ส่วนการจ้างผู้ผลิตรายการภายนอกเป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดให้มีการจ้างผู้ผลิตอิสระ เพื่อส่งเสริมโอกาสให้ผู้ผลิตรายใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรม

เราต้องการปฏิรูป แต่คำว่า สื่อสาธารณะยังต้องอยู่ คำว่าสื่อสาธารณะกับสื่อพาณิชย์แตกต่างกัน คนภายนอกเหมารวมว่าเป็นแบบเดียวกันไม่ได้ เราต้องการเป็นสถาบันสื่อที่ได้รับความไว้วางใจ สามารถทำงานร่วมกับทุกคนและทุกสื่อ จึงอยากเชิญชวนให้สื่อร่วมมือกัน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ สตง. ออกมาแถลงข่าวในช่วงที่ไทยพีบีเอสเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส ตามมาตรา 77 เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่ นายพิเศษกล่าวว่า ที่ผ่านมาไทยพีบีเอสถูกตรวจสอบมาโดยตลอดและไม่เคยมีปัญหา โดยมีเอกสารชี้แจงประเด็นที่ควรปรับปรุงแก้ไข และดำเนินการตามข้อเสนอแนะมาอย่างต่อเนื่อง แต่ครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าคิด เนื่องจากผลการตรวจสอบชุดที่ 2 ยังไม่เรียบร้อย แต่กลับมีผลการตรวจสอบชุดที่ 3 ออกมาแล้ว จึงทำให้เกิดข้อสังเกตในเรื่องดังกล่าว

ทันทีที่มีหนังสือหลุดออกมา ผมก็แถลงชี้แจงวันที่ 9 ต.ค. ว่ายังไม่ได้รับหนังสือ และหนังสือจาก คตง. ส่งมาวันที่ 10 ต.ค. ทำให้เราต้องรักษาสิทธิในการโต้แย้ง ซึ่งเราก็ทำหนังสือโต้แย้งกลับไปในประเด็นที่ตั้งคำถาม

ส่วนกรณีที่สื่ออื่นนำเสนอข่าวก่อนที่ไทยพีบีเอสจะได้รับหนังสืออย่างเป็นทางการ นายอดิศักดิ์กล่าวว่า ไทยพีบีเอสต้องการความเป็นธรรมต่อข้อกล่าวหาต่าง ๆ และควรได้รับโอกาสชี้แจงก่อนเผยแพร่ข่าว อย่างไรก็ตาม เข้าใจว่าเป็นสิทธิของสื่อแต่ละแห่งที่อาจนำเสนอเพื่อประโยชน์ของสังคม แต่กรณีการเปิดเผยชื่อบุคคลทั้งที่ยังไม่มีข้อยุติว่ามีความผิดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของบุคคลที่ถูกเปิดเผยชื่อว่าจะดำเนินการอย่างไร

สำหรับกรณีการจัดซื้อจัดจ้างผลิตรายการ ที่บางรายการมีค่าใช้จ่าย 40,000 บาท/ตอน หรือ 100,000 บาท/ตอน รวมถึงค่าจ้างพิธีกรและผู้ดำเนินรายการที่ถูกมองว่าสูงเกินไป นายอดิศักดิ์กล่าวว่า ค่าตอบแทนขึ้นอยู่กับบุคคล บางคนมีค่าตัวสูง ขณะที่บางคนมีค่าตัวไม่สูง เช่นเดียวกับนักแสดงนำที่มีค่าตัวสูงกว่านักแสดงประกอบ

ไทยพีบีเอสต้องการบุคคลที่สามารถดึงดูดผู้ชมได้ เนื่องจากบุคลากรภายใน อาจยังไม่มีผู้ที่มีชื่อเสียงโดดเด่น หรือมีภาระงานรัดตัวอยู่แล้ว จึงจำเป็นต้องจ้างผู้จัดรายการที่มีชื่อเสียง อย่างไรก็ตาม บางคนก็เต็มใจมาร่วมงานแม้ได้รับค่าตอบแทนไม่สูง จึงไม่สามารถตัดสินได้จากตัวเลขเพียงอย่างเดียวว่าค่าจ้างสูงหรือต่ำเกินไป

ในส่วนของบุคลากร นายอดิศักดิ์กล่าวว่า ฝ่ายบริหารมีแผนปรับโครงสร้างองค์กรให้มีความคล่องตัวมากขึ้น โดยจะลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ปัจจุบันไทยพีบีเอสมีพนักงานประมาณ 1,200 คน กระจายอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งพนักงานสัญญาจ้าง (รหัส 8) พนักงานประจำ (รหัส 0) และพนักงานสัญญาจ้างรายโครงการ (รหัส P) ซึ่งพนักงานสัญญาจ้างมีความยืดหยุ่นมากกว่าพนักงานประจำ ส่วนพนักงานสัญญาจ้างรายโครงการอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างและพิจารณาความเหมาะสมให้สอดคล้องกับลักษณะงาน

สำหรับข้อกล่าวหาเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างกับผู้ผลิตรายเดิม ซึ่งอาจเอื้อต่อระบบอุปถัมภ์ และบางรายการมีสัญญาระยะยาวถึง 9 ปี นายอดิศักดิ์ชี้แจงว่า ปัจจุบันมีการปรับรูปแบบการทำสัญญา โดยให้มีการเสนอรายการเป็นรายไตรมาส แทนการทำสัญญาระยะยาว 1 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายใหม่เข้ามาหมุนเวียนนำเสนอผลงานมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การทำสัญญาระยะสั้น อาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของฐานผู้ชมที่คุ้นเคยกับผังรายการเดิม จึงต้องพิจารณาหาจุดสมดุลระหว่างข้อดีและข้อเสียของสัญญาแต่ละรูปแบบ โดยยืนยันว่าการจัดซื้อจัดจ้างทุกรายการมีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้

นายอดิศักดิ์ กล่าวว่า เราตั้งใจจะปฎิรูปองค์กรอยู่แล้ว เราเสนอลดค่าใช้จ่าย ปีละ 100 ล้านบาท เพื่อที่ปี 2071 ซึ่งโครงการโทรทัศน์ดิจิทัลจะหมดสัมปทาน ดังนั้นการปรับปรุงองค์กร ฝ่ายบริหารเข้ามายุคนี้สามารถพลิกจากขาดทุนเป็นกำไร 69 ล้านบาท ดังนั้นการจะหาโมเดลใหม่ให้ไทยพีบีเอส ต้องการันตีในเรื่องของความเป็นสื่อสาธารณะเป็นอิสระด้วย

อ่านข่าว:

สตง.ปฏิเสธกลั่นแกล้ง "ไทยพีบีเอส" ตรวจสอบตามหน้าที่

ชมสด Thai PBS แถลงชี้แจงกรณีการตรวจสอบของ สตง.

สตง.ชี้ตรวจสอบ "ไทยพีบีเอส" ตามขั้นตอนรับร้องเรียน "ความคุ้มค่า-จัดซื้อจัดจ้าง-ใช้รถหลวง"