จังหวัดลุ่มน้ำมูลเตรียมพร้อมรับมือน้ำระบายจากเขื่อน
แม้สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่จะยังคงน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะจังหวัดลุ่มน้ำมูลที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือน้ำที่ระบายมาจากเขื่อนลำตะคองและเขื่อนลำพระเพลิง แต่สิ่งหนึ่งที่สบายใจได้คือ ฝนที่เริ่มลดลงซึ่งจะช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายขึ้น แต่จุดที่ต้องเฝ้าระวังต่อไปคือที่บริเวณภาคกลางตอนล่างและภาคใต้ตอนบนที่ฝนจะเพิ่มมากขึ้น
กรมชลประทานเตรียมพร่องน้ำในเขื่อนแก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และ เขื่อนปราณบุรี อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์หลังข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า ช่วงวันที่ 26-27 ตุลาคมนี้ร่องความกดอากาศต่ำที่พาดผ่านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก จะเคลื่อนตัวลงมาทางภาคใต้ซึ่งจะส่งให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนตั้งแต่จ.เพชรบุรีลงไปและบริเวณภาคตะวันออก
ซึ่งการพร่องน้ำเจ้าหน้าที่จะค่อยๆปล่อยให้น้ำไหลออกจากเขื่อน โดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชนที่อาศัยอยู่ริมน้ำทั้งสองฝั่ง และ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับตัวเขื่อน แม้ว่าระดับน้ำในเขื่อนทั้ง 2 แห่งในขณะนี้จะมีปริมาณไม่เกินร้อยละ 50 ของความจุเขื่อนแต่เพื่อเตรียมพร้อมรับมือปริมาณน้ำฝนที่อาจตกลงมามากกว่าปกติ เหมือนเช่นที่เกิดขึ้นบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างในขณะนี้
ส่วนการระบายน้ำจากเขื่อนลำตะคอง และเขื่อนลำพระเพลิงที่ขณะนี้มีปริมาณเกินกว่าความจุเขื่อน กรมชลประทานคาดการณ์ว่า น้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำมูลจะไหลไปท่วมสูงสุดที่อ.เฉลิมพระเกียรติในวันนี้โดยระดับน้ำสูง 2 เมตรหลังจากนั้นน้ำจะไหลไปท่วมที่อ.พิมายซึ่งเมื่อวานนี้มีระดับน้ำสูงกว่าตลิ่ง 60 เซนติเมตรและระดับน้ำจะค่อยๆเพิ่มสูงขึ้นคาดว่าจะมีน้ำท่วมสูงสุดที่ระดับ1.50 เมตรในวันที่22 - 23 ตุลาคมนี้
จากนั้นน้ำจะไหลเข้าท่วมอ.ชุมพวง และอ.เมืองยางในจ.นครราชสีมา แล้วจึงจะเข้าท่วมสูงที่จ.บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานีต่อไป
โดยเฉพาะที่อ.วารินชำราบ ซึ่งเป็นพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากเป็นจุดที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากน้ำที่ไหลมาตามลำน้ำมูลเมื่อถึงบริเวณนี้ที่เป็นจุดที่แคบความแรงของน้ำจะเพิ่มขึ้นอาจสูงถึง 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีซึ่งจะล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนเป็นบริเวณกว้าง
นอกจากนี้อาจได้รับผลกระทบซ้ำจากน้ำในลำน้ำชีที่ไหลมาจากเขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิที่จะไหลมาบรรจบกับแม่น้ำมูลที่อ.เมืองอุบลราชธานีซึ่งอยู่ห่างจากอ.วารินชำราบไม่ถึง 2 กิโลเมตร
เช่นเดียวกับจ.สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และ ลพบุรี ที่จะยังได้รับผลกระทบจากการเร่งระบายน้ำของเขื่อน โดยเขื่อนเจ้าพระยาที่อ.สรรพยา จ.ชัยนาทมีการระบายน้ำเพิ่มขึ้นเป็น 2,743 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่มีการระบายน้ำเพิ่มขึ้นเป็น 1,022ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลให้บ้านเรือนบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักที่ถูกน้ำท่วมอยู่แล้วระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น
