เร่งปรับสภาพ 5 ชุมชนริมคลองในกรุงฯ ชาวบ้านรู้ข้อมูลน้อย-หวั่นสร้างหนี้เพิ่ม

สังคม
09:29
จำนวนผู้ชม 2,940
เร่งปรับสภาพ 5 ชุมชนริมคลองในกรุงฯ ชาวบ้านรู้ข้อมูลน้อย-หวั่นสร้างหนี้เพิ่ม
รัฐบาลเร่งพัฒนาที่อยู่อาศัยริมคลองลาดพร้าว คลองเปรมประชากร นำร่องจาก 5 ชุมชน แก้ปัญหาน้ำเน่าเสีย ขยะ ขณะที่ชาวชุมชนระบุว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดโครงการมากนัก และเป็นการสร้างภาระหนี้สินให้เพิ่มขึ้น เพราะต้องย้ายไปสร้างบ้านใหม่ ในที่ดินเช่าของราชพัสดุ

คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.นำงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรจากโครงการบ้านมั่นคง มาใช้ในโครงการ เพื่อนำร่องพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าวและคลองเปรมประชากร โดยจะมีการจัดสรรที่ดินบางส่วนจากที่ดินราชพัสดุ เพื่อให้ประชาชนสามารถมาปลูกสร้างที่อยู่อาศัยได้ อย่างไรก็ตามอาจจะต้องมีหลายคนที่ไม่ได้รับสิทธิให้สร้างบ้าน เนื่องจากที่ดินมีไม่เพียงพอ

นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้จัดการภาค สำนักงานภาคกรุงเทพฯและปริมณฑล พอช. ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าวและคลองเปรมประชากรว่า เตรียมใช้งบประมาณ 4,061.44 ล้านบาท ดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2559-2561 มีการสำรวจและทำความเข้าใจกับประชาชนริมคลองลาดพร้าว ที่มีความพร้อมมาตั้งแต่เดือน มี.ค.2558 โดยคลองลาดพร้าวมี 43 ชุมชน จำนวน 7,314 ครัวเรือน อยู่ที่เดิมได้ 37 ชุมชน 6,058 ครัวเรือน และต้องย้ายออกจากพื้นที่เดิม 6 ชุมชน จำนวน 1,256 ครัวเรือน คือ 1.ชุมชนบึงพระราม 9 พัฒนา 2.ชุมชนบึงพระราม 9 (ปากคลองลาดพร้าว) 3.ชุมชนเลียบคลองสอง 4.ชุมชนหลังซอยแอนเน็กซ์ 5.ชุมชนคลองบางเขน และ 6.ชุมชนบ้านรัชดา

ที่ผ่านมา สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้กำหนดพื้นที่แนวความกว้างของคลองลาดพร้าวในช่วงต้นคลองไว้ที่ 38 เมตร และความกว้างปลายคลองที่ 30 เมตร ทำให้โดยเฉลี่ยความกว้างของเขื่อนตลอดลำคลองอยู่ที่ 35 เมตร ซึ่งจากแผนงานคลองถือว่าอยู่ภายในโครงการบ้านมั่นคงอยู่แล้ว และได้เริ่มสร้างเขื่อนไปแล้วในพื้นที่ที่ไม่มีประชาชนอาศัยอยู่

ภาพประกอบข่าว เร่งปรับสภาพ 5 ชุมชนริมคลองในกรุงฯ ชาวบ้านรู้ข้อมูลน้อย-หวั่นสร้างหนี้เพิ่ม

 

สำหรับโครงการย้ายชุมชน และสร้างที่อยู่อาศัย จะเริ่มย้ายชาวบ้าน 5 ชุมชน ออกจากพื้นที่ประมาณปลายเดือน มี.ค.-เม.ย.นี้ คือ 1.ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ 2.ชุมชนร่วมมิตรแรงศรัทธา 3.ชุมชนวังหิน 4.ชุมชนหลังกรมวิทยาศาสตร์ และ 5.ชุมชนสะพานไม้สอง

ส่วนแบบบ้านขึ้นอยู่กับความต้องการ ความสามารถในการจ่าย และความสมัครใจของชาวบ้าน นอกจากนี้ ยังสามารถรื้อบ้านเก่านำมาสร้างใหม่ได้ด้วย พอช.เน้นทำเรื่องกระบวนชุมชน เพราะชาวบ้านเป็นเจ้าของโครงการ ต้องเข้าใจและมีส่วนร่วมในกำหนดอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าการทำพนังกั้นน้ำ

นายสยามกล่าวว่า ชาวบ้านที่อยู่อาศัยริมคลองมีอยู่ 3 ประเภท 1.คนที่อยู่ในน้ำ คือชาวบ้านที่สร้างที่อยู่อาศัยบนผืนน้ำทั้งหมด 2.ครึ่งบกครึ่งน้ำ คือชาวบ้านที่มีการสร้างที่อยู่อาศัยบนผืนน้ำบางส่วนและอยู่บนพื้นดินบางส่วน และ 3.คนที่อยู่บนบก คือชาวบ้านที่สร้างที่อยู่อาศัยบนพื้นดินทั้งหมด แต่ชาวบ้านทุกคนถือว่าอยู่ในรัศมีคลองทั้งหมด เนื่องจากคลองได้ถูกเวนคืนมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ความกว้างตั้งแต่ 50-80 เมตร แม้ว่าในปัจจุบันจะมีน้ำในคลองโดยเฉลี่ยประมาณ 25 เมตรก็ตาม ดังนั้น ไม่ว่าชาวบ้านจะอยู่บนคลองหรือในคลองถือว่าเป็นการรุกล้ำคลอง และอยู่ในรัศมีคลองทั้งหมด ซึ่งที่ดินริมคลองทั้งหมดเป็นของกรมธนารักษ์ แต่ กทม.เป็นเพียงผู้มาใช้ประโยชน์

ทั้งนี้ การจัดระเบียบชุมชนริมคลอง ความสำคัญอยู่ที่จะแบ่งปันอย่างไรให้เหมาะสมระหว่างที่ดินและจำนวนประชากร ยกตัวอย่างเช่น ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ มีที่ดินประมาณ 3 ไร่เศษ ชาวบ้าน 62 ครัวเรือน เบื้องต้นจะมีการกันพื้นที่ส่วนกลาง 30 เปอร์เซ็นต์ มาทำทางเดิน สวนหย่อม ศูนย์เด็กเล็ก รวมถึงพื้นที่ที่ต้องใช้ประโยชน์ร่วมกัน ส่วนที่เหลือจึงจะเป็นที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ ชาวบ้านยังต้องตัดสินใจร่วมกันว่าจะสร้างบ้านใหม่ หรือนำวัสดุจากบ้านหลังเก่ามาใช้ หากมีเงินอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องกู้เงินก็ได้ ส่วนผู้ที่ไม่มีเงินอาจจะต้องกู้ ขึ้นอยู่กับความสมัครใจเป็นหลัก

ส่วนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของแต่ละชุมชนจะต้องจัดการด้วยการวางผังและระบบใหม่ว่าจะมีวิธีการดูแล ระบบบำบัดน้ำเสีย และจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างไร เพื่อไม่ให้เป็นสลัม ซึ่งจะเป็นการออกแบบทางด้านกายภาพทั้งบ้าน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

ภาพประกอบข่าว เร่งปรับสภาพ 5 ชุมชนริมคลองในกรุงฯ ชาวบ้านรู้ข้อมูลน้อย-หวั่นสร้างหนี้เพิ่ม

 

ส่วนชุมชนริมคลองเปรมประชากรมี 33 ชุมชน 4,408 ครัวเรือน แต่ยังไม่ได้มีการสรุปความกว้างของเขื่อน คาดว่าน่าจะทราบความชัดเจนประมาณเดือน เม.ย.นี้ เบื้องต้น จึงยังไม่ทราบว่าจะมีชาวบ้านได้รับผลกระทบขนาดไหน ในระหว่างรอสำนักการระบายน้ำ กทม.กำหนดความกว้างของคลองเพื่อทำเขื่อน ชาวบ้านในชุมชนริมคลองเปรมประชากรจะต้องมีการออมทรัพย์และประชุมหารือเรื่องที่อยู่อาศัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับแบบบ้านที่ดำเนินการจัดผังชุมชนใหม่ เป็นบ้านแนวราบทั้งหมด ขนาดบ้านที่เล็กที่สุดคือ บ้านชั้นเดียวขนาด 4x7 ตร.ม. ขึ้นอยู่กับแปลงที่ดินของแต่ละชุมชน ซึ่งที่ได้ดำเนินการขณะนี้มีบ้าน 3 แบบคือ บ้านชั้นเดียวขนาด 4x7 ตร.ม. บ้าน 2 ชั้น ขนาด 4x7 ตร.ม. และบ้าน 2 ชั้น ขนาด 6x7 ตร.ม. ค่าก่อสร้างอยู่ที่ประมาณหลังละ 180,000 – 500,000 บาท

ส่วนที่ดินกรมธนารักษ์ให้เช่าเป็นสัญญายาวระยะเวลา 30 ปี ในอัตราค่าเช่าที่ผ่อนปรนเริ่มต้นเพียงตารางวาละ 1.50 บาทต่อเดือน โดยในส่วนของพอช.ได้รับจัดรรงบประมาณจำนวน 4,061 ล้านบาท เพื่อดำเนินการโครงการบ้านมั่นคง ในระยะเวลา 3 ปี คือปี 59-61 รองรับการดำเนินการในคลองลาดพร้าวและคลองเปรมประชากร โดยงบประมาณดังกล่าว จะให้ประชาชนกู้เพื่อก่อสร้างบ้านได้สูงสุด 500,000 บาท ผ่อนส่งเดือนละประมาณ 1,500-3,000 บาท ระยะเวลาผ่อนส่ง 15 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี

นอกจากนี้พอช.ยังได้สนับสนุนงบประมาณ เป็นค่าดำเนินการด้านสาธารณูปโภคและสิ่งแวดล้อมในชุมชน เช่น งานก่อสร้างถนน ระบบบำบัดน้ำเสีย เดินท่อประปา ไฟฟ้า เป็นต้น โดยมีเงื่อนไขคืองบประมาณดังกล่าวจะมอบให้ชุมชนที่มีการรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์ มีการจัดทำบัญชีสหกรณ์ถูกต้อง

นอกจากนี้ชุมชนที่ได้เข้าโครงการในระหว่างที่มีการรื้อที่อยู่อาศัยเดิม และรอการสร้างบ้านใหม่แล้วเสร็จ จะได้รับค่าเช่าบ้านพักชั่วคราวครับครัวละ 3,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 6 เดือน ขณะที่กทม.รับผิดชอบในส่วนของการก่อสร้างเขื่อนและการร่วมลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับชาวบ้านในแนวคลองทั้ง 43 ชุมชน ในพื้นที่ 8สำนักงานเขต

นายจำรัส กลิ่นอุบล ประธานชุมชนลาดพร้าว 45 แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ ซึ่งชุมชนตั้งอยู่ริมคลองลาดพร้าว กล่าวว่า ชาวบ้านในชุมชนรับทราบเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว แต่ยังไม่ทราบรายละเอียด แต่ชาวบ้านกลับมองว่า โครงการนี้จะมาก่อหนี้ และสร้างภาระให้ หากจะมาพัฒนาโครงการ อยากอยู่ที่เดิม และได้พื้นที่เพิ่ม เพื่อนำมาบริหารจัดการทางด้านเศรษฐกิจได้

ภาพประกอบข่าว เร่งปรับสภาพ 5 ชุมชนริมคลองในกรุงฯ ชาวบ้านรู้ข้อมูลน้อย-หวั่นสร้างหนี้เพิ่ม

 

ส่วนปัญหาน้ำเสีย คนส่วนใหญ่มักจะมองว่าชุมชนทำน้ำเสีย ระบุว่า ส่วนหนึ่งมาจากชุมชน แต่อีกส่วนหนึ่งมาจากน้ำเสียที่มาจากบ้านเข้าสู่ท่อระบายน้ำและลงสู่คลองด้วย ที่ผ่านมาชุมชนใช้น้ำหมักชีวภาพมาช่วยในการแก้น้ำเสีย ขณะที่การจัดเก็บขยะจะมีสำนักงานระบายน้ำ กทม.มาจัดเก็บทุกวัน เสียค่าใช้จ่ายปีละ 240 บาทต่อครัวเรือน

สำหรับชุมชนลาดพร้าว 45 เกิดขึ้นมาประมาณ 80-90 ปีแล้ว หลังสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นทุ่งนา และเป็นพื้นที่ของกรมธนารักษ์ ชาวบ้านเข้ามาตั้งรกรากริมคลอง เนื่องจากสมัยก่อนการคมนาคมส่วนใหญ่ใช้ลำคลองเป็นหลัก ชุมชนมีพื้นที่ประมาณ 8 ไร่ ชาวบ้านเกือบ 300 หลังคาเรือน จำนวน 1,780 คน ส่วนใหญ่คนเข้าออกจะเป็นเครือญาติของชาวบ้านในชุมชนมากกว่า ไม่มีคนนอกเข้ามาอาศัย

จากการลงพื้นที่ชุมชนลาดพร้าว 45 พบว่า ต้นซอยจะค่อนข้างเปลี่ยว ทางเดินจะกว้างและค่อยๆ เล็กลง และริมทางเดินเข้าไปในซอยจะมีร่องน้ำส่งกลิ่นเหม็นเล็กน้อย มีขยะอยู่บ้างประปราย ส่วนใหญ่จะเป็นเศษใบไม้ที่ร่วงหล่นจากต้นไม้ใหญ่ น้ำในริมคลองมีสีเขียว

จากการสอบถามชาวบ้านในพื้นที่ทราบว่า หากเป็นช่วงเวลา 08.00-09.00 น. น้ำจะมีสีดำและมีกลิ่นเหม็น สาเหตุที่น้ำยังมีสีเขียว เนื่องจากน้ำน้อยและนิ่ง เพราะว่าไม่ได้เปิดประตูระบายน้ำเพื่อไล่น้ำออกไป และบ้านเรือนบางหลังรุกล้ำพื้นที่คลองลาดพร้าว

ทางด้าน น.ส.สลักจิต สุขกิจ ชาวบ้านในชุมชนร่วมใจพิบูลย์ 2 แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง เปิดเผยว่า ชุมชนร่วมใจพิบูลย์ 2 ได้มีการประชุมเกี่ยวกับโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยของรัฐบาลแล้ว แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน หากอยู่แบบเดิมได้ก็อยากอยู่ต่อไป เนื่องจากบ้านพักในปัจจุบันยังสามารถใช้พักอาศัยได้ หากจำเป็นต้องเข้าร่วมโครงการจริงๆ ก็ยอมรับได้ ถ้าเป็นการเข้ามาแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำเสีย

น.ส.สลักจิตกล่าวว่า การเช่าซื้อที่อยู่อาศัยจะส่งผลกระทบและสร้างภาระให้ครอบครัว เพราะว่าต้องนำเงินส่วนหนึ่งไปเช่าซื้อที่อยู่อาศัย และในช่วงที่รื้อถอนอาจจะทำให้รายได้หายไปบางส่วน เพราะว่าต้องหยุดค้าขายไป ส่วนในชุมชนจะไม่มีการทิ้งขยะลงในคลอง เนื่องจากจะมีหน่วยงานของ กทม.มาจัดเก็บ โดยเสียค่าใช้จ่ายเป็นรายปี และแต่ละบ้านจะมีคัดแยกขยะไปขายอยู่แล้ว

จากการลงพื้นที่ชุมชนร่วมใจพิบูลย์ 2 พบว่า ต้นซอยจะค่อนข้างแคบ ตอนบ่ายๆ จะไม่ค่อยเปลี่ยว เพราะว่าบ้านส่วนใหญ่จะอยู่ติดกัน และมีร้านค้าอยู่ตามรายทาง ขยะมีให้เห็นบ้าง และมีเศษใบไม้ ด้านข้างซอยจะติดโรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์เป็นแนวยาว โดยจะมีประตูทดน้ำอยู่กลางชุมชน ถือว่าเป็นชุมชนใหญ่พอสมควร ริมคลองน้ำมีสีเขียว ส่วนสะพานข้ามคลองลาดพร้าวด้านนอกจะมีเศษขยะจำนวนหนึ่งอยู่ใต้สะพาน

ขณะที่ จ.ส.อ.พายัพ เขื่อนขันธ์ ประธานชุมชนประชาร่วมใจ 1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร ซึ่งเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ริมคลองเปรมประชากร เปิดเผยว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยริมคลอง อยากได้ความชัดเจนของโครงการ เบื้องต้นทราบเพียงว่า จะทำที่คลองเปรมประชากรต่อจากคลองลาดพร้าว ซึ่งในเขตจตุจักรเหลือ 2 ชุมชนเท่านั้น ที่เหลือได้ทำทั้งหมดแล้ว เชื่อว่าคนกับคลองอยู่ด้วยกันได้ รัฐบาลไม่จำเป็นต้องนำบ้านมั่นคงลงมาให้ชาวบ้านเสียเงิน เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นคนฐานะยากจนหาเช้ากินค่ำ ถ้ารื้อแล้วจะย้ายไปอยู่ที่ไหน เพราะว่าต้องใช้เวลาก่อสร้างเป็นปี ถ้าไม่ทำรัฐบาลไม่ต้องเสียเงิน สาเหตุที่ชาวบ้านไม่อยากทำบ้านสวยงาม เพราะกลัวว่าจะถูกไล่รื้อ ถ้าให้อยู่ที่เดิม จะสร้างบ้านใหม่ให้สวยงามได้ เพราะมีกองทุนหมู่บ้านอยู่

สำหรับชุมชนแห่งนี้มีขนาดกว้างตั้งแต่ 12-20 เมตร ความยาว 1,000 เมตร ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่ของกรมธนารักษ์ประมาณ 230 หลัง ส่วนอีก 30 หลังเช่าที่ดินของเอกชน แต่ขอมาอยู่ร่วมกับชุมชนด้วย ประชาชนมีประมาณ 1,300 คน ชาวบ้านดั้งเดิมส่วนใหญ่เป็นลูกผู้คุมเรือนจำ ย้ายมาจากบางบัวมาที่อยู่ที่นี่ตั้งแต่ปี 2498 ก่อนการสร้างเรือนจำลาดยาวในปี 2500 ส่วนคนย้ายเข้าออกชุมชนไม่มี ส่วนใหญ่จะเพิ่มขึ้นลดลงตามการเสียชีวิตและการเกิด

ภาพประกอบข่าว เร่งปรับสภาพ 5 ชุมชนริมคลองในกรุงฯ ชาวบ้านรู้ข้อมูลน้อย-หวั่นสร้างหนี้เพิ่ม

 

จ.ส.อ.พายัพกล่าวว่า แต่ก่อนชุมชนไม่ได้รุกล้ำ พื้นที่ชุมชนเป็นดินทั้งหมด แต่ถูกน้ำกัดเซาะ กลายเป็นว่าเสาบ้านอยู่ในน้ำไป ส่วนการจัดเก็บขยะมีการจัดเก็บทุกวัน มีถังขยะรองรับ มีคนเข็น ในปัจจุบัน ชุมชนเหมือนเป็นจำเลยสังคมว่าเป็นสิ่งสกปรก ทำให้ขยะไปติดท่อระบายน้ำ ส่วนที่ดินไม่ได้เสียค่าเช่าให้กรมธนารักษ์ บ้านทุกหลังมีเลขที่บ้าน แต่เป็นเลขที่บ้านแบบชั่วคราว ซึ่งรัฐบาลสามารถเอาเลขที่บ้านคืนจากชาวบ้านได้

น.ส.นันทพร นิยมพงษ์ ชาวบ้านในชุมชนประชาร่วมใจ 2 เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยริมคลองเป็นโครงการที่ดี แต่ว่าจะทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน เพราะว่าชาวบ้านมีรายได้น้อย หากจะให้ไปเช่าซื้อที่อยู่อาศัยคงลำบาก ด้วยอายุที่มากแล้ว ถ้าอยู่ด้านล่างถ้าเดือดร้อนคงต้องหาที่อยู่ให้เขา ส่วนบ้านที่ไม่กีดขวางเขื่อนน่าจะให้เขาอยู่ต่อไป อยากให้ที่อยู่อาศัยและเขื่อนแยกจากกัน บางคนอยากอยู่ที่เดิม เพราะว่ามีความคุ้นชินกับสถานที่

น.ส.นันทพรกล่าวว่า ถ้ามีความจำเป็นก็ต้องยอมรับเงื่อนไข แต่อยากได้ความชัดเจน หากจะให้ย้ายไปอยู่ที่อื่นว่าจะนำพื้นที่ตรงไหนมารองรับหรือไม่ ส่วนขยะจะมีการจัดเก็บทุกวัน มีรถลากเข็น และเรือจาก กทม. ส่วนเศษขยะที่เห็นในคลองมาจากขยะที่ตกจากเรือขนขยะ และลอยมาจากที่อื่นบ้าง

นางสมบูรณ์ ภู่ทอง ชาวบ้านในชุมชนประชาร่วมใจ 2 กล่าวว่า พอรู้มาบ้างเกี่ยวกับโครงการ แต่หากให้ไปอยู่ที่อื่นคงไม่อยากไป ที่ผ่านมา ยังไม่มีเจ้าหน้าที่มาสำรวจพื้นที่ หากจำเป็นต้องไปอยู่ที่อื่นคงลำบาก เนื่องจากอายุมากแล้ว ไม่รู้จะประกอบอาชีพอะไร และเกรงว่าจะมีขโมย โดยในชุมชนไม่เคยมีการลักทรัพย์ นอกจากนี้ ยังมีเด็กที่ต้องเรียนหนังสือบริเวณนี้อีกด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการลงพื้นที่ชุมชนประชาร่วมใจ 1 พบว่า สภาพของน้ำในคลองเปรมประชากรค่อนข้างใส มีขยะลอยอยู่บ้าง ส่วนทางเดินจากสะพานข้ามคลองลงไปยังชุมชนแห่งนี้พบว่า ค่อนข้างสะอาดสะอ้าน มีป้ายบอกให้ทราบถึงจำนวนบ้านเรือน และตำแหน่งของสถานที่สำคัญของชุมชนอย่างละเอียด ขณะที่ความกว้างของทางเดินในชุมชนมีขนาดพอคนเดินสวนกันได้ แต่หากเป็นรถจักรยานยนต์จะวิ่งผ่านจะไม่สะดวกมากนัก อาจต้องอาศัยการหลบให้คนหรือรถจักรยานยนต์อีกคันผ่านไปก่อน ใต้ถุนบ้านแต่ละหลัง พบว่ามีขยะอยู่บ้างเล็กน้อย และบ้านเรือนรุกล้ำริมคลองหลายหลัง


มีนา บุญมี ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอสออนไลน์