นายกฯ เผยสั่งลงโทษทางวินัยข้าราชการเอี่ยวทุจริตแล้วร้อยละ 40

การเมือง
26 ก.ค. 60
14:55
5,606
Logo Thai PBS
นายกฯ เผยสั่งลงโทษทางวินัยข้าราชการเอี่ยวทุจริตแล้วร้อยละ 40
นายกรัฐมนตรีเผยการออกคำสั่งพักงานข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตที่ผ่านมา สามารถลงโทษทางวินัยได้แล้วร้อยละ 40

วันนี้ (26 ก.ค.2560) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยถึงกรณีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 35/2560 เรื่องประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติมว่า เป็นรายชื่อข้าราชการที่ถูกกล่าวหาที่ ศอ.ตช.รวบรวมมาเป็นรายชื่อที่จำเป็นให้หยุดการปฏิบัติหน้าที่ระหว่างถูกตรวจสอบ ยังไม่ได้ปลดออกจากตำแหน่ง เพื่อเดินหน้าสอบสวนได้ หากไม่พบความผิด พร้อมคืนตำแหน่งให้ โดยจะทำให้เร็วที่สุด และยอมรับว่าตั้งแต่การดำเนินการตรวจสอบและมีความชัดเจน สามารถเอาผิดและลงโทษทางวินัยได้ประมาณร้อยละ 40 ที่เหลือยังมีความซ้ำซ้อน ต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบ

ทั้งนี้ นับตั้งแต่การดำเนินการใช้คำสั่งมาตรา 44 พักงานข้าราชการที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริตมาหลายฉบับแล้ว และช่วงหลังๆ จะมีรายชื่อที่ประกาศลดน้อยลง นายกรัฐมนตรีปฏิเสธว่าเป็นผลจากการใช้อำนาจตามมาตรา 44 นี้หรือไม่ พร้อมยกตัวอย่างว่าไทยมีกฎหมายบังคับใช้คดีอาชญากรรมตั้งมากมาย แต่คดีไม่ได้ลดน้อยลง เนื่องจากมีหลายประเด็นที่เกี่ยวข้อง ขออย่าสนใจเพียงปลายทาง อยู่ที่จิตสำนึกของคนด้วย ทำให้ประเทศชาติเป็นแบบนี้ ใครพูดอะไรเชื่อไปหมดแล้วมาเคลื่อนไหวแล้วเรียกร้องการเลือกตั้ง ต้องทำให้ประเทศสงบก่อน

ส่วนในส่วนของสัญญาประชาคมเรื่องการสร้างความปรองดอง 10 ข้อ ก็มีทหารที่ต้องทำด้วย ยืนยันไม่ว่ารัฐบาลใด ทหารอยู่ใต้บังคับบัญชาของรัฐบาล ซึ่งเคยเป็นข้าราชการทหารในรัฐบาลที่แล้ว เว้นหากมีเรื่องเหตุการณ์บ้านเมืองไม่สงบก็จำเป็น ถ้าไม่มีเรื่องที่เป็นคดีความทำให้บ้านเมืองแตกแยก ประชาชนเอาอาวุธมายิงกันฆ่ากัน จะไม่มาเกี่ยวข้องอยู่แล้ว และการที่นำกำลังทหารมาปราบปรามอยู่ที่การเคลื่อนไหวทางการเมือง ยืนยันไม่ได้เลือกปฏิบัติ ไม่ได้เข้าข้างใคร ให้ดูพฤติกรรมยิงใส่สถานที่ราชการ ยิงใส่ศาล ยิงใส่วัดพระแก้ว ยิงปั๊มน้ำมัน

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ยังไม่ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมฯ ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใด ซึ่งยังอยู่ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อย่าห่วงกังวล เขาเขียนให้ดีที่สุด ไม่ได้สกัดกั้นใคร แต่ต้องพิจารณากฎหมายเดิมว่าเกิดปัญหาอะไรบ้าง เพราะไม่ไต้องการให้เกิดปัญหาซ้ำอดีต ยืนยันทุกคนต้องเปลี่ยนแปลงไปตามนี้

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง