ทิศทางของ "รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์" นับจากนี้ ถ้าฟังการวิเคราะห์จากนักวิชาการสายรัฐศาสตร์ อย่าง ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มองว่าการเปลี่ยนผ่านอำนาจเดี่ยวจาก คสช.ไปเป็นรัฐบาลผสมดูเหมือนจะไม่ง่ายนัก ทั้งการจัดสรรตำแหน่งคณะรัฐมนตรีที่มีพรรคร่วมรัฐบาลถึง 19 พรรค ซึ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ท่ามกลางการเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ซึ่งมีคะแนนมากกว่าฝ่ายค้านแค่ 4 เสียงเท่านั้น
เมื่อก่อน 8 - 9 พรรคก็ตั้งคณะรัฐมนตรียาก ครั้งนี้ 19 พรรคจะตั้งอย่างไร ปัญหาต่อมาคือ แกนนำของพรรคพลังประชารัฐเสียงก็ไม่ได้เยอะมาก อำนาจต่อรองจริง ๆ จึงไม่ได้เยอะ เพราะตัวเองชนะมาเป็นอันดับ 2 มี 100 กว่าเสียง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยมี 50 กว่าเสียงด้วยกันทั้งคู่ 2 พรรคนี้รวมกันเสียงเท่ากับพรรคพลังประชารัฐ ฉะนั้นอำนาจต่อรองมันก้ำกึ่งกัน รวมถึงการเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ มีเสียงเกินกึ่งหนึ่งมา 4 เสียง หมายความว่า พรรคขนาดเล็กที่มี 5 เสียงก็สามารถต่อรองได้ รัฐบาลก็อาจจะล่มได้
ขณะที่ การทำหน้าที่ของ ส.ว.ที่โหวตให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ครบทั้ง 249 เสียง หากไม่รวมนายพรเพชร พิชิตชลชัย ซึ่งงดออกเสียง เพราะทำให้หน้าที่ควบคุมการประชุมรัฐสภา
มีการตั้งข้อสังเกตจาก ผศ.วรรณภา ติระสังขะ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เกี่ยวกับบทบาท ส.ว.หลังจากนี้ ที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ ส.ว.ใช้อำนาจตรวจสอบไม่ได้เต็มที่
หากพูดว่านิติรัฐอาจเข้าใจเพียงว่าทำตามกฎหมาย กฎหมายเขียนแบบนี้ก็ใช้ไปตามกฎหมาย แต่แท้จริงแล้วหลักนิติรัฐพูดถึงหลักสำคัญเรื่องหนึ่งคือการตรวจสอบการใช้อำนาจ ซึ่งต้องทำให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนได้รับการรับรอง คุ้มครอง และตรวจสอบได้ โดยใช้อำนาจผ่านรัฐบาล ผ่านรัฐสภา หรือแม้แต่องค์กรตุลาการก็จะต้องสามารถถูกตรวจสอบการใช้อำนาจเหล่านี้ได้ อันนี้จึงจะอยู่ภายใต้หลักนิติรัฐ นิติธรรม ในความหมายที่แท้จริง
นอกจากนี้การเลือกตั้งและได้นายกรัฐมนตรีครั้งนี้ ถูกสะท้อนจากนายพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เช่นกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยแต่เป็นสถานการณ์ที่ประนีประนอมอำนาจกับพรรคการเมือง และทำให้รัฐบาลประยุทธ์ถูกมองว่า ยิ่งมีอำนาจเพิ่มมากขึ้นอีก จากเดิมที่มีอำนาจเต็มอยู่แล้วในช่วง 5 ปี ในยุคที่เป็น "รัฐบาล คสช."
แก่นแท้ของมันก็คือระบบ คสช.แบบเดิม เพียงแต่มีการประนีประนอมอำนาจกับพรรคการเมืองบางพรรค ซึ่งแบ่งปันผลประโยชน์กันได้เพิ่มขึ้น และรักษาฐานกลุ่มคนสนับสนุนกลุ่มเดิมเอาให้ได้ มันไม่เหมือนทฤษฎีการเปลี่ยนผ่าน หรือทฤษฎีไฮบริจด์ (ลูกผสม) 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะทฤษฎีไฮบริจด์มันจำนนต่อสถานการณ์จำนวนมาก ในช่วงที่เขาเลือกจะทำเพราะเขาจะอยู่ในอำนาจ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เคยตกอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างจริงจังทั้ง 5 ปี และการเลือกตั้งครั้งนี้ก็มีอำนาจมากขึ้นเพราะสามารถระบุได้ว่าใครเป็นพันธมิตรกับเขา
นายพิชญ์ ยังวิเคราะห์ว่า ฐานอำนาจการเมืองของ คสช. ยังวางโครงสร้างล่วงหน้ามาแล้ว และต่อเนื่องไปอีก 20 ปี จากโมเดลยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ทุกรัฐบาลต้องขับเคลื่อนผ่านกระทรวงต่างๆ ซึ่งเป็นหมากของ คสช.ที่ตั้งใจไว้แล้ว และหากรัฐบาลใดไม่ดำเนินการ ก็มีความผิดตามรัฐธรรมนูญ
แท็กที่เกี่ยวข้อง:
