มาตรการติดตั้งเครื่องคุมความเร็วรถโดยสารไม่คืบ

สังคม
02:02
จำนวนผู้ชม 40
Thai PBS
มาตรการติดตั้งเครื่องคุมความเร็วรถโดยสารไม่คืบ

แม้จะออกมาตรการควบคุมความเร็วของรถโดยสารทั้งในส่วนของรถโดยสารประจำทาง รถตู้โดยสาร รวมไปถึงรถโดยสารสาธารณะอีกหลายประเภทแล้ว แต่ ขสมก. ในฐานะหน่วยงานนำร่อง ยังไม่สามารถดำเนินการติดตั้งเครื่องตรวจวัดความเร็วที่เดิมคาดว่าจะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนนี้ได้ เพราะยังติดขัดปัญหาเรื่องต้นทุน ที่อาจต้องใช้มากถึงหลักหมื่นบาทต่อคัน ขณะที่ศูนย์เทคโนโลยีอิเลกทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติคิดค้นระบบตรวจวัดความเร็ว โดยผู้โดยสาร สามารถดาวน์โหลดโปรแกรมนี้ได้ฟรี หากใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน

ศูนย์เทคโนโลยีอิเลกทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทคคิดค้นโปรแกรมทราฟฟี่ บีเซฟ เป็นโปรแกรมขึ้น เพื่อใช้ตรวจวัดความเร็วของรถ ซึ่งต้นแบบการคิดค้นนั้นเริ่มต้นจากโจทย์ของการควบคุมความเร็วบนรถตู้โดยสารสาธารณะ ซึ่งปัจจุบันระบบได้พัฒนาให้สามารถใช้งานได้ผ่านโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟนที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี

ขณะที่ผู้ประกอบการรถตู้โดยสารที่วินภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิตเลือกที่จะใช้ระบบจีพีเอส ในการสังเกตพฤติกรรมของคนขับรถตู้ และเฝ้าระวังไม่ให้ใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยผู้ประกอบการยอมรับว่ามีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นมาตรฐานความปลอดภัยอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ทั้งผู้ให้บริการ และผู้ใช้บริการมีความสบายใจมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาระบบทำงานได้อย่างไม่มีปัญหา

แม้จะมีการคิดค้นและพัฒนารูปแบบในการตรวจจับความเร็วออกมาใช้ แต่ปัจจุบันพบว่า ยังไม่มีความครอบคลุมทั่วถึง จึงทำให้ยังคงเกิดอุบัติเหตุขึ้นบ่อยครั้ง ส่วนมาตรการที่กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมประกาศใช้เกี่ยวกับการการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดความเร็วรถโดยสารสาธารณะทั้งรถเมล์ และรถตู้ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

นายโอภาส เพชรมณี ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. เปิดเผยว่า จากเดิมต้องเริ่มใช้มาตรการดังกล่าวช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่มาตรการดังกล่าวต้องเลื่อนออกไปเนื่องจากสภาพรถโดยสารส่วนใหญ่ โดยเฉพาะรถร่วมเอกชนหน้าปัดวัดความเร็วรถไม่ทำงาน เพราะรถมีสภาพเก่ามาก ทำให้ค่าใช้จ่ายติดตั้งสูงถึงหลักหมื่นบาทต่อคัน ซึ่งผู้ประกอบการรับไม่สามารถรองรับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้

ที่ผ่านมา ขสมก.ได้ประสานกับสถานทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย เพื่อขอความช่วยเหลือแล้ว และทางสถานทูตญี่ปุ่นได้ส่งบริษัท ยาซากิ ซึ่งเป็นบริษัทติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมความเร็ว พร้อมเจ้าหน้าที่จากญี่ปุ่นเข้ามาช่วย เพื่อทำการศึกษาปัญหาดังกล่าวตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ขสมก. ยังได้ประสานกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และอาชีวะราชสิทธิ์ ซึ่งสนใจที่จะเข้ามาทดลองติดตั้งอุปกรณ์ ได้ทดลองติดตั้งไปทั้งหมด 10 คัน ซึ่งอุปกรณ์ที่สถาบันพระจอมเกล้าทำขึ้น เป็นระบบการติดตั้งที่วัดความเร็วจากกล้องโดยตรง มีต้นทุนประมาณ 2,500 บาทต่อคัน ถูกกว่าอุปกรณ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศที่มีราคาในหลักหมื่นบาท คาดว่าจะได้ข้อสรุปปัญหาเรื่องอุปกรณ์และค่าใช้จ่ายภายในสัปดาห์นี้ และน่าจะสรุปรายละเอียดการควบคุมที่ชัดเจนทั้งหมดได้ภายในเดือนสิงหาคม

สำหรับการติดตั้งอุปกรณ์จะต้องติดตั้งในรถสาธารณะทั้งหมดที่มีอยู่ในระบบกว่า 10,000 คัน โดยเริ่มต้นที่รถโดยสารของ ขสมก.เอง และจะขยายไปถึงรถร่วมบริการ รถมินิบัส และรถตู้โดยสาร ในอนาคต นอกจากนี้ยังต้องหาข้อสรุปว่าใครจะเป็นผู้ควบคุมมาตรฐาน และตรวจสอบการบังคับใช้มาตรการดังกล่าว รวมถึงเรื่องของราคาค่าติดตั้ง

ส่วนมาตรการ "ซ้ายตลอด จอดทุกป้าย" ที่ประกาศบังคับใช้พร้อมๆ กัน ปัจจุบันยังพบว่ามีผู้ขับรถโดยสารจำนวนมากฝ่าฝืน ซึ่งต้องย้ำเตือนว่ามีการกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนแล้ว โดยจะมีการตักเตือนในครั้งแรก หากพบว่ากระทำผิดซ้ำอีกจะสั่งพักการเดินรถเป็นระยะเวลา 7 วัน และหากพบว่าครั้งที่ 2 ยังกระทำผิดอย่างต่อเนื่องจะมีการพิจารณาถอนใบอนุญาตผู้ประกอบการรถโดยสารทันที