CPRAM ไขปมสิทธิกะเพรา ยันพัฒนาป้อนโรงงาน ไม่ได้มุ่งขายเมล็ดพันธุ์

เศรษฐกิจ
22:09
จำนวนผู้ชม 219
Thai PBS
CPRAM ไขปมสิทธิกะเพรา ยันพัฒนาป้อนโรงงาน ไม่ได้มุ่งขายเมล็ดพันธุ์

ประเด็นการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ของ บริษัท ซีพีแรม จำกัด หรือ CPRAM กลายเป็นข้อถกเถียงที่สร้างความกังวลให้กับประชาชน โดยเฉพาะคำถามว่าการจดทะเบียนดังกล่าวจะทำให้เกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทหรือไม่ รวมถึงคนทั่วไปที่ปลูกกะเพราไว้บริโภค ผู้ค้าผักสด และร้านอาหารที่ใช้กะเพราเป็นวัตถุดิบ จะได้รับผลกระทบจากการคุ้มครองสิทธิหรือไม่

วันนี้ (23 ต.ค.2569) นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด ชี้แจงว่า การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ไม่ได้หมายความว่าบริษัทเป็นเจ้าของกะเพราทุกสายพันธุ์ในประเทศไทย แต่เป็นการคุ้มครองเฉพาะพันธุ์ใหม่ที่ผ่านการพัฒนาและได้รับการจดทะเบียนตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยกะเพราพันธุ์ดั้งเดิมที่ประชาชนปลูกและซื้อขายกันอยู่ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การแยกความแตกต่างระหว่างสิทธิในพันธุ์พืชใหม่กับการปลูกกะเพราทั่วไป ตลอดจนการทำความเข้าใจว่าการคุ้มครองผลงานวิจัยมีขอบเขตอย่างไร และเกี่ยวข้องกับเกษตรกร ผู้ค้า และผู้บริโภคในทางปฏิบัติแบบใด

จดทะเบียนกะเพรา 4 สายพันธุ์ ไม่ได้เป็นเจ้าของกะเพราทั้งหมด

กะเพรา 4 สายพันธุ์ที่ CPRAM พัฒนาขึ้น ได้แก่ แก้วจุรี 01 แก้วจุรี 02 แก้วจุรี 03 และแก้วจุรี 04 โดยเป็นผลงานการวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองในปี 2567 ตามข้อมูลที่บริษัทเปิดเผย

บริษัทระบุว่า พันธุ์ทั้ง 4 ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารพร้อมรับประทานของบริษัท โดยมีการเพาะปลูกผ่านแปลงต้นแบบและเครือข่ายเกษตรกรที่ทำงานร่วมกัน ไม่ใช่การนำกะเพราพันธุ์ดั้งเดิมที่ประชาชนปลูกและบริโภคอยู่แล้วมาอยู่ภายใต้สิทธิของบริษัท

การได้รับความคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่จึงไม่ใช่การได้สิทธิเหนือกะเพราทุกชนิดที่มีอยู่ในประเทศ เกษตรกรที่ปลูกกะเพราทั่วไปเพื่อบริโภคหรือจำหน่าย ผู้ค้าผักสดที่รับซื้อกะเพราจากเกษตรกร ตลอดจนร้านอาหารและผู้ประกอบอาหารที่นำกะเพราไปใช้เป็นวัตถุดิบ ยังคงดำเนินกิจกรรมเหล่านี้ได้ตามปกติ

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกการใช้กะเพราพันธุ์ทั่วไปออกจากการนำเมล็ดหรือส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปขยายพันธุ์หรือใช้ประโยชน์ในเชิงการค้า เพราะกรณีหลังอาจเกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้ถือสิทธิและเงื่อนไขตามกฎหมาย จึงต้องพิจารณารายละเอียดของพันธุ์และลักษณะการใช้ประโยชน์เป็นกรณีไป

กล่าวอีกนัยหนึ่ง การจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ไม่ได้ทำให้ผู้ถือสิทธิมีอำนาจเหนือใบกะเพราทุกใบในตลาด และไม่ได้หมายความว่าการปรุงหรือจำหน่ายเมนูผัดกะเพราจะต้องได้รับอนุญาตจากบริษัท แต่ขอบเขตการใช้พันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองต้องยึดตามสิทธิและข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนด

CPRAM ไขปมสิทธิกะเพรา ยันพัฒนาป้อนโรงงาน ไม่ได้มุ่งขายเมล็ดพันธุ์

CPRAM ไขปมสิทธิกะเพรา ยันพัฒนาป้อนโรงงาน ไม่ได้มุ่งขายเมล็ดพันธุ์

กะเพราไทยมีมากกว่า 300 สายพันธุ์

ประเทศไทยมีกะเพราหลากหลายรูปแบบ ทั้งกะเพราเขียว กะเพราแดง และพันธุ์ที่พบในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งมีลักษณะใบ กลิ่น และรสชาติแตกต่างกัน รวมแล้วมีมากกว่า 300 สายพันธุ์ สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของพืชที่สามารถนำมาศึกษาและพัฒนาต่อยอดได้

การพัฒนาพันธุ์ใหม่จึงเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับการผลิตและการใช้ประโยชน์จากพืช ไม่ได้หมายความว่าพันธุ์ดั้งเดิมจะต้องหายไป หรือเกษตรกรทุกคนจะต้องเปลี่ยนมาใช้กะเพราพันธุ์ใหม่ของบริษัท

ในทางเกษตรกรรม การพัฒนาพันธุ์พืชสามารถมุ่งตอบโจทย์ได้หลายด้าน เช่น คุณภาพผลผลิต ความทนทานต่อโรคและสภาพแวดล้อม ความสม่ำเสมอของวัตถุดิบ และความเหมาะสมกับความต้องการของตลาด แต่การจะนำพันธุ์ใหม่ไปใช้จริงยังต้องพิจารณาความเหมาะสมกับพื้นที่ปลูก ต้นทุนการผลิต และความต้องการของผู้ซื้อด้วย

นายวิเศษกล่าวว่า การวิจัยพันธุ์พืชเป็นแนวทางที่หลายประเทศให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ หรือจีน ซึ่งมีการลงทุนพัฒนาพันธุ์พืชอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างความสามารถในการแข่งขันทางการเกษตร

สำหรับประเทศไทย การรักษาพันธุ์ดั้งเดิมและการพัฒนาพันธุ์ใหม่สามารถดำเนินควบคู่กันได้ โดยสิ่งสำคัญคือการรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรม พร้อมเปิดโอกาสให้นักวิจัยนำความรู้ไปสร้างประโยชน์ โดยไม่ทำให้เกิดความเข้าใจว่าพืชที่ประชาชนใช้ประโยชน์อยู่เดิมทั้งหมดจะตกเป็นสิทธิของผู้พัฒนาพันธุ์ใหม่

วิจัยนานกว่า 10 ปี เริ่มจากโจทย์การผลิตข้าวกะเพรา

CPRAM ระบุว่า จุดเริ่มต้นของการพัฒนากะเพรามาจากประสบการณ์การผลิตข้าวกะเพรา ซึ่งทำให้พบว่ากะเพราแต่ละพันธุ์มีคุณลักษณะแตกต่างกัน ทั้งกลิ่น รสชาติ และลักษณะใบ ความแตกต่างเหล่านี้ส่งผลต่อคุณภาพของวัตถุดิบและลักษณะอาหารหลังผ่านกระบวนการปรุง จึงเป็นที่มาของการเริ่มพัฒนาองค์ความรู้ด้านกะเพรามานานกว่า 10 ปี

โจทย์ด้านผู้บริโภคคือการได้กะเพราที่มีกลิ่นและรสชัดเจน รวมถึงมีขนาดใบเหมาะสมกับการนำไปปรุงอาหาร เนื่องจากใบกะเพราที่มีขนาดเล็กอาจหดตัวหรือม้วนเมื่อผ่านความร้อน ทำให้มองเห็นใบในอาหารได้น้อยลง การพัฒนาลักษณะใบจึงเกี่ยวข้องทั้งกับรสชาติและรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์อาหาร

ขณะเดียวกัน การพัฒนาพันธุ์ยังคำนึงถึงความต้องการของเกษตรกร โดยขนาดใบและน้ำหนักผลผลิตเป็นปัจจัยที่มีผลต่อปริมาณผลผลิตต่อพื้นที่ปลูกและโอกาสสร้างรายได้ หากสามารถจัดการพันธุ์และวิธีเพาะปลูกให้เหมาะสมได้ ก็อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดข้อจำกัดในการส่งมอบวัตถุดิบให้โรงงาน

อย่างไรก็ตาม คุณภาพและปริมาณผลผลิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับพันธุ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม น้ำ การจัดการแปลง และวิธีดูแลรักษา การประเมินผลของพันธุ์ใหม่จึงควรพิจารณาร่วมกับระบบการเพาะปลูกและข้อมูลผลผลิตจริง ไม่ใช่สรุปจากลักษณะของพันธุ์เพียงด้านเดียว

บริษัทระบุว่า การวิจัยกะเพรา 4 สายพันธุ์ดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ก่อนยื่นจดทะเบียนคุ้มครองในปี 2567 โดยให้ข้อมูลว่าการยื่นขอคุ้มครองต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของพันธุ์พืชใหม่ ขณะที่กะเพราที่มีอยู่ทั่วไปเดิมไม่สามารถนำมาขอสิทธิในฐานะพันธุ์ใหม่ได้เพียงเพราะมีผู้ต้องการจดทะเบียน

ไม่ได้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ทั่วไป มุ่งใช้ในห่วงโซ่การผลิตอาหาร

ในส่วนของการนำพันธุ์ใหม่ไปใช้ CPRAM ระบุว่า

บริษัทไม่ได้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ต้นกล้า หรือกะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์ในตลาดทั่วไป โดยเป้าหมายหลักคือการจัดหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย และมีคุณลักษณะเหมาะสมกับอาหารที่บริษัทผลิต

การเพาะปลูกดำเนินการผ่านแปลงต้นแบบของบริษัทและเครือข่ายเกษตรกรภายใต้แนวทางที่เรียกว่า "เกษตรกรคู่ชีวิต" โดยมีการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับพันธุ์ วิธีเพาะปลูก และการจัดการแปลง ก่อนนำผลผลิตกลับเข้าสู่โรงงาน

ระบบดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับการวางแผนวัตถุดิบของอุตสาหกรรมอาหาร เพราะกะเพราสดเป็นวัตถุดิบที่ต้องจัดการด้านเวลาและคุณภาพ การมีแหล่งปลูกอยู่ใกล้โรงงานช่วยให้สามารถขนส่งผลผลิตเข้าสู่กระบวนการผลิตได้รวดเร็วขึ้น และช่วยให้บริษัทวางแผนปริมาณวัตถุดิบให้สอดคล้องกับความต้องการได้

นายวิเศษอธิบายถึงแนวคิดเกษตรกรคู่ชีวิตว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ทั้ง 2 ฝ่ายต้องพึ่งพากัน โดยบริษัทต้องการวัตถุดิบที่มีคุณภาพและต่อเนื่อง ส่วนเกษตรกรต้องมีช่องทางจำหน่ายผลผลิตและได้รับความรู้ที่ช่วยพัฒนาการเพาะปลูก

อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทเป็นรูปแบบการจัดการวัตถุดิบเฉพาะระบบ ไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรทั่วประเทศจำเป็นต้องเข้าร่วมเครือข่ายหรือเปลี่ยนมาใช้พันธุ์ดังกล่าว การเลือกปลูกพืชยังต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของพื้นที่ ต้นทุน และช่องทางจำหน่ายของเกษตรกรแต่ละราย

เกษตรกรมีบทบาทร่วมพัฒนาความรู้และวิธีเก็บเกี่ยว

บริษัทระบุว่า การพัฒนาพันธุ์พืชไม่ได้สิ้นสุดเมื่อได้พันธุ์ใหม่ แต่ต้องพัฒนาวิธีปลูกและการจัดการแปลงควบคู่กันไป โดยเกษตรกรมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากการเพาะปลูกจริง เนื่องจากแต่ละพื้นที่อาจมีสภาพดิน น้ำ อากาศ และข้อจำกัดในการจัดการที่แตกต่างกัน

นายวิเศษกล่าวว่า ในหลายครั้งที่ทีมงานลงพื้นที่ เกษตรกรเองก็เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เกี่ยวข้อง เพราะประสบการณ์ที่สะสมจากการปลูกจริงมีประโยชน์ต่อการปรับปรุงวิธีเพาะปลูกและการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในแปลง

จากประสบการณ์ในระบบการผลิตของเครือข่าย บริษัทระบุว่าสามารถตัดเก็บกะเพราได้ประมาณ 20 ครั้งก่อนรื้อแปลง ขณะที่กะเพราพันธุ์เดิมบางกรณีอาจเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 8–9 ครั้ง ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนผลที่บริษัทพบในระบบการปลูกที่ดำเนินการ แต่ไม่ควรนำไปเหมารวมว่ากะเพราพันธุ์ใหม่ทุกแปลงจะให้ผลเช่นเดียวกัน

จำนวนครั้งในการเก็บเกี่ยวยังขึ้นอยู่กับอายุของต้น วิธีตัดแต่ง การให้น้ำ การบำรุงรักษา และสภาพแวดล้อม การประเมินว่าพันธุ์ใดให้ผลผลิตคุ้มค่ากว่าจึงต้องพิจารณาทั้งผลผลิตต่อพื้นที่ ต้นทุนแรงงาน ต้นทุนการดูแล และราคาที่จำหน่ายได้

CPRAM ไขปมสิทธิกะเพรา ยันพัฒนาป้อนโรงงาน ไม่ได้มุ่งขายเมล็ดพันธุ์

CPRAM ไขปมสิทธิกะเพรา ยันพัฒนาป้อนโรงงาน ไม่ได้มุ่งขายเมล็ดพันธุ์

ข้อกังวลเรื่องเกสร ต้องพิจารณาแยกจากสิทธิในพันธุ์พืช

อีกประเด็นที่เกิดขึ้นจากกระแสข่าวคือความกังวลว่า หากเกสรจากแปลงกะเพราพันธุ์ใหม่แพร่ไปผสมกับกะเพราที่เกษตรกรรายอื่นปลูก จะทำให้เกิดปัญหาการละเมิดสิทธิหรือไม่

นายวิเศษชี้แจงว่า การแพร่กระจายของเกสรไม่ใช่เรื่องเดียวกับการนำเมล็ดพันธุ์ไปปลูก และหากเกิดการผสมเกสรกับกะเพราพันธุ์อื่น ลูกที่ได้อาจมีลักษณะแตกต่างจากต้นเดิม

อย่างไรก็ตาม ประเด็นการผสมเกสรมีรายละเอียดทางชีววิทยาและข้อกฎหมายที่ต้องแยกพิจารณา การที่พืชผสมเกสรหรือเกิดเมล็ดที่มีลักษณะแตกต่าง ไม่ได้ทำให้สามารถสรุปสถานะสิทธิทางกฎหมายได้โดยอัตโนมัติ เช่นเดียวกับที่ไม่ควรสรุปว่าการนำเมล็ดจากต้นดังกล่าวไปปลูกหรือจำหน่ายจะไม่เข้าข่ายละเมิดสิทธิในทุกกรณี

การพิจารณาต้องดูข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพันธุ์ที่เกี่ยวข้อง ลักษณะการใช้หรือขยายพันธุ์ และเงื่อนไขของกฎหมายที่ใช้บังคับ ดังนั้น เกษตรกรที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้พันธุ์พืชที่ได้รับความคุ้มครองควรตรวจสอบข้อมูลทะเบียนและขอคำแนะนำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เข้าใจขอบเขตสิทธิอย่างถูกต้อง

คุ้มครองงานวิจัยควบคู่กับประโยชน์ของสังคม

บริษัทให้เหตุผลว่า การพัฒนาพันธุ์พืชต้องใช้เวลา บุคลากร งบประมาณ และความเชี่ยวชาญ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นกลไกที่ช่วยให้ผู้วิจัยได้รับการยอมรับและมีแรงจูงใจลงทุนพัฒนางานวิจัยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลงานของนักวิจัยไทยที่สามารถต่อยอดเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้

อย่างไรก็ตาม สิทธิในพันธุ์พืชใหม่ มีเงื่อนไข ขอบเขต และระยะเวลาตามกฎหมาย ไม่ใช่สิทธิที่ครอบคลุมพืชทุกพันธุ์โดยไม่มีข้อจำกัด การพัฒนาพันธุ์พืชจึงต้องดำเนินควบคู่กับการรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรม และคำนึงถึงผลกระทบต่อเกษตรกร ผู้บริโภค และชุมชน

นายวิเศษเห็นว่า การตั้งโจทย์วิจัยควรคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศโดยรวม ไม่ทำลายคุณค่าดั้งเดิมของชุมชนหรือจำกัดผลประโยชน์ไว้เฉพาะผู้วิจัย แต่ควรสร้างโอกาสให้หลายฝ่ายสามารถนำความรู้ไปต่อยอดได้ภายใต้กรอบสิทธิที่ชัดเจน

เชื่อมรัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัย เพิ่มขีดความสามารถเกษตรไทย

บริษัทระบุว่า ประเทศไทยมีทั้งนักวิจัยที่มีความสามารถและทรัพยากรพันธุกรรมที่หลากหลาย ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคเกษตร พร้อมยกตัวอย่างประเทศอย่างญี่ปุ่น สิงคโปร์ และจีน ที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาในฐานะส่วนหนึ่งของความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคม

นอกจากความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในงานวิจัยกะเพราแล้ว ซีพีแรมยังระบุว่ามีความร่วมมือด้านการวิจัยกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และมหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึงพันธมิตรภาครัฐและเอกชน โดยแต่ละโครงการมีเป้าหมายและขอบเขตการทำงานแตกต่างกัน

อ่านข่าว :

DOA แจง CPRAM ครองสิทธิเฉพาะ 4 สายพันธุ์ ไม่กระทบคนปลูกกะเพราทั่วไป

รองโฆษก รบ. คลายข้อข้องใจ "กะเพรา" ทุกคนยังปลูก-ค้าขายสายพันธุ์ทั่วไปได้

รัฐบาลยัน CPRAM จดทะเบียน "กะเพรา" ไม่ห้ามปลูกแต่ห้ามขาย 4 สายพันธุ์

รู้จัก "จักรวาลกะเพราไทย" ราชินีแห่งสมุนไพร