เปิดใจภรรยา ว่าที่ ร.ต.สุพล นักปั่นเชียงใหม่

ภูมิภาค
15:37
จำนวนผู้ชม 397
เปิดใจภรรยา ว่าที่ ร.ต.สุพล นักปั่นเชียงใหม่
เปิดใจภรรยานักปั่นสันทรายที่รอดชีวิตจากอุบัติเหตุนักศึกษาเมาซิ่งชนดับ 3 ศพเมื่อ 4 ปีก่อน แต่เพิ่งมาถูกรถยนต์ชนดับ ระบุสามีรักการขี่จักรยานเท่าชีวิต ต้องปั่นทุกวัน ๆ ละเกือบร้อยกิโลเมตร รับสุดเสียใจ แต่ทำใจและให้อภัยคู่กรณี

วันนี้ (2ส.ค.62) จากกรณีผู้ใช้โซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะกลุ่มนักปั่นจักรยานต่างโพสต์แสดงความเสียใจและไว้อาลัยให้กับ ว่าที่ ร.ต.สุพล ตาสิงห์ อายุ 60 ปี สมาชิกของชมรมเสือสันทรายเชียงใหม่ ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุถูกรถยนต์ชนบนถนนเชียงใหม่-สันทราย (สายเก่า) หน้าเทศบาลตำบลสันทรายหลวง อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 27 ก.ค.62 ที่ผ่านมา โดยมีคลิปภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียงจุดเกิดเหตุที่สามารถบันทึกภาพขณะเกิดเหตุได้บางส่วน ซึ่งว่าที่ ร.ต.สุพล เป็น 1 ใน 2 นักปั่นที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสและรอดชีวิต

จากเหตุการณ์ที่เป็นข่าวครึกโครมเมื่อปี 2558 กรณีที่นักศึกษาสาวมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในจ.เชียงใหม่ เมาแล้วขับรถยนต์จนเกิดอุบัติเหตุชนนักปั่นจักรยาน บนถนนเชียงใหม่-ดอยสะเก็ด อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ช่วงเช้าวันที่ 3 พ.ค.2558 ทำให้นักปั่นเสียชีวิต 3 คน และ บาดเจ็บสาหัส 2 คน

ภาพประกอบข่าว เปิดใจภรรยา ว่าที่ ร.ต.สุพล นักปั่นเชียงใหม่

 

ครอบครัวของว่าที่ ร.ต.สุพล ได้จัดงานศพที่บ้านพักในตำบลสันทรายหลวง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างโศกเศร้า มีผู้แวะเวียนมาแสดงความเสียใจอย่างต่อเนื่อง และมีผู้นำพวงหรีดมาร่วมแสดงความอาลัยจำนวนมาก ในจำนวนนั้นมีของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ด้วย

นางวาสนา ตาสิงห์ อายุ 58 ปี บอกว่า แต่งงานอยู่กินกับผู้ตายมา 34 ปี และมีลูกสาวด้วยกัน 1 คน จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังเสียใจมาก เพราะไม่คาดคิดมาก่อน แต่ก็ทำใจได้ในระดับหนึ่ง เพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว และไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้ รวมทั้งคิดเสียว่าอย่างน้อยสามีไปสบายแล้ว และได้เสียชีวิตจากการทำสิ่งที่รัก คือ การปั่นจักรยาน

นางวาสนาเล่าว่า ว่าที่ ร.ต.สุพล ชื่นชอบและรักการปั่นจักรยานมากเป็นชีวิตจิตใจ เห็นได้จากภาพถ่ายทุกภาพที่ปั่นจักรยาน จะมีแต่รอยยิ้ม โดยจะออกจากบ้านไปปั่นจักรยานออกกำลังกายทุกวัน วันละเกือบร้อยกิโลเมตร ซึ่งที่ผ่านมาครอบครัวเป็นห่วงมากว่าจะเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสเมื่อ 4 ปีที่แล้ว

หลังจากนั้นได้พยายามขอร้องให้เลิก แต่หลังรักษาตัวจนหายดีเป็นปกติแล้ว ว่าที่ ร.ต.สุพล ก็กลับไปปั่นจักรยานตามเดิม และครอบครัวไม่อยากห้ามปราม เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ว่าที่ ร.ต.สุพล รักมาก ได้แต่คอยบอกว่าให้ระมัดระวังด้วยความเป็นห่วง

ภาพประกอบข่าว เปิดใจภรรยา ว่าที่ ร.ต.สุพล นักปั่นเชียงใหม่

 

ในวันที่เกิดเหตุนั้น นางวาสนา บอกว่า ช่วงเช้าตรู่ ว่าที่ ร.ต.สุพล ได้นำจักรยานออกจากบ้านไปปั่นตามปกติ โดยต่อมาไม่นานหลังจากที่ว่าที่ ร.ต.สุพล ออกจากบ้านไปได้มีผู้มาแจ้งที่บ้านว่า เกิดอุบัติเหตุทำให้ว่าที่ ร.ต.สุพล เสียชีวิต ซึ่งตอนแรกยอมรับว่าเสียใจ และตกใจมากจนทำอะไรไม่ถูก อย่างไรก็ตามเวลานี้แม้เสียใจ แต่ทำใจยอมรับได้มากขึ้นแล้ว

ส่วนคู่กรณีที่เป็นคนขับรถยนต์ชนนั้น เบื้องต้นหลังเกิดเหตุเท่าที่ทราบไม่ได้หลบหนีและรอมอบตัวกับตำรวจ รวมทั้งได้ติดต่อมาแสดงความเสียใจแล้ว และมาร่วมงานศพของสามีเมื่อคืนวานนี้ (30 กรกฏาคม) พร้อมกราบขอขมาศพและครอบครัว โดยอ้างว่าในช่วงที่เกิดเหตุหลับใน จนทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น โดยยืนยันว่าไม่ได้เมา

ซึ่งโดยส่วนตัวรวมทั้งทางครอบครัวให้อภัยและไม่ติดใจใดๆ เพราะทราบดีว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น และเป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขใดๆ ได้แล้ว นอกจากอยากจะฝากเตือนทั้งคนขับรถและคนปั่นจักรยานให้ระมัดระวัง ไม่ประมาท เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

ส่วนการรับผิดชอบค่าเสียหายต่างๆ นั้น ยังไม่มีการพูดคุยกับทางคู่กรณี แต่ทางคู่กรณี ได้แสดงเจตนาแล้วว่า จะบวชหน้าศพ เพื่อแสดงความสำนึกผิด และอุทิศส่วนกุศลให้กับสามีของตน ในพิธีพระราชทานเพลิงศพ วันที่ 4 ส.ค.นี้

ภาพประกอบข่าว เปิดใจภรรยา ว่าที่ ร.ต.สุพล นักปั่นเชียงใหม่

 

พ.ต.อ.สุรพงษ์ บุญยืน ผก.สภ.สันทราย บอกว่า ตำรวจดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมาย และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แม้ว่า ส.ต.ต.ชายณรงค์ ผาทอง อายุ 30 ปี คนขับรถยนต์ ที่ชนผู้เสียชีวิต จะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเหมือนกัน แต่การตรวจวัดแอลกอฮอล์ พบมีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย 140 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

เบื้องต้นได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และ เตรียมแจ้งข้อกล่าวหา เมาแล้วขับจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3-10 ปี ปรับ 6 หมื่น ถึง 2 แสนบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

แท็กที่เกี่ยวข้อง: