ฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ตีความ พ.ร.ก.ครอบครัวฯ

สังคม
14:59
จำนวนผู้ชม 541
ฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ตีความ พ.ร.ก.ครอบครัวฯ
การออก พ.ร.ก.เพื่อชะลอการบังคับใช้กฎหมายครอบครัว กำลังกลายเป็นประเด็น เมื่อฝ่ายค้านยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดต่อมาตรา 172 หรือไม่ เพราะเชื่อว่าการออก พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่เข้าหลักเกณฑ์เหตุความจำเป็นเร่งด่วน

กรณีการออกพระราชกำหนดเพื่อชะลอการบังคับใช้ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองครอบครัาว พ.ศ.2562 กำลังกลายเป็นที่สนใจ เนื่องจากฝ่ายค้านได้ยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดต่อมาตรา 172 หรือไม่ เพราะเชื่อว่าการออก พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่เข้าหลักเกณฑ์เหตุความจำเป็นเร่งด่วน

ทั้งนี้ พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว (พ.ร.บ.) พ.ศ.2562 มีวัตถุประสงค์เพื่ออุดช่องว่างกฎหมายฉบับเดิม คือ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 โดยเพิ่มกลไกการทำงานภาคส่วนต่าง ๆ ให้เข้มแข็งขึ้น ทั้งการป้องกัน แก้ไข เยียวยา และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว

กฎหมายฉบับดังกล่าว มีทั้งหมด 7 หมวด 47 มาตรา สาระสำคัญให้มีคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ครอบครัวแห่งชาติ และหน่วยงานด้านการส่งเสริมและคุ้มครองครอบครัว กำหนดให้การกระทำความรุนแรงในครอบครัวเป็นความผิดทางอาญา ควบคู่ไปกับการกำหนดมาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้กระทำความรุนแรง

ทั้งยังนำหลักการ “Batterd Woman Syndrome” คือให้สิทธิต่อผู้ที่ถูกกระทำความรุนแรงซ้ำ ๆ ต่อเนื่อง จนกลายมาเป็นผู้กระทำความรุนแรงเสียเอง สามารถนำสืบเพื่อพิสูจน์การกระทำดังกล่าวได้ และให้ศาลลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือเพื่อให้ศาลไต่สวนและพิจารณาโทษใหม่ได้

ภาพประกอบข่าว ฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ตีความ พ.ร.ก.ครอบครัวฯ

 

ขณะเดียวกันได้เพิ่มอำนาจหน้าที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาครอบครัว ในการคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำความรุนแรง และยังกำหนดให้มีศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมป้องกันปัญหาความรุนแรงในระดับพื้นที่ ซึ่งกฎหมายมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2562 แต่ปัญหาความไม่พร้อมของหน่วยงานที่ทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย รวมถึงเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ช่วงต่อของงบประมาณ ทำให้มีข้อจำกัดในการทำงาน

ทำให้วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2562 รัฐบาลจึงออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2562 เพื่อชะลอการบังคับใช้ และให้นำ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับเดิม มาใช้บังคับต่อไปก่อนเป็นการชั่วคราว

ภาพประกอบข่าว ฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ตีความ พ.ร.ก.ครอบครัวฯ

รมว.พม.แจงความจำเป็น ออก พ.ร.ก.ครอบครัวฯ

ด้านนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ชี้แจงว่า เข้ามารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2562 และ พ.ร.บ.ส่งเสริมสถาบันครอบครัวฯ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2562 ปรากฏว่ามีเรื่องของความไม่พร้อมของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ทำให้ประชาชนจะไม่ได้รับความสะดวกในการใช้กฎหมายฉบับนี้ รวมถึงยังเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ช่วงต่อของงบประมาณทำให้มีข้อจำกัดในการทำงานให้มีคุณภาพ ดังนั้นจึงเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายไปก่อน เพราะเจ้าหน้าที่มีความเสี่ยงในการถูกดำเนินคดี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

แต่ น.ส.สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ผู้อำนวยการมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม ไม่เห็นด้วยกับการชะลอการบังคับใช้ โดยระบุว่ากฎหมายครอบครัวฉบับใหม่มีบทบัญญัติชัดเจนถึงการทำงานแต่ละส่วน โดยเฉพาะด้านการคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำความรุนแรง แต่น่าเสียดายเมื่อกฎหมายถูกชะลอการบังคับใช้ โดยอ้างเหตุถึงความไม่พร้อมของบุคลากรและงบประมาณ ซึ่งมองว่าไม่สมเหตุสมผล เพราะการบังคับใช้ที่ล่าช้า ทำให้ผู้ถูกกระทำความรุนแรงเสียโอกาสในการขอรับความช่วยเหลือจากศูนย์ส่งเสริมและคุ้มครองครอบครัว

ผู้ถูกกระทำความรุนแรงจะเสียสิทธิในการใช้สิทธิคุ้มครองสวัสดิภาพ ตามกลไกของศูนย์ส่งเสริมและคุ้มครองครอบครัว ซึ่งเป็นหน้าที่ตามกฎหมายใหม่ ที่ไม่มีอยู่ในกฎหมายฉบับเดิม 

ฝ่ายค้านติง พ.ร.ก.ครอบครัวฯ ขัดรัฐธรรมนูญ ม.172

ขณะที่ การออก พ.ร.ก.ดังกล่าว นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ แสดงความเห็นว่า ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 เพราะในวรรคแรกเขียนว่า ต้องเป็นเหตุที่เกี่ยวกับใน 4 ข้อ ได้แก่ 1.เพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยของประเทศ 2.เพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยสาธารณะ 3.เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ และ 4.เพื่อประโยชน์ในการป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ ซึ่งการออก พ.ร.ก.ได้ต้องเป็น 4 เหตุผลนี้เท่านั้น และต้องเป็นเรื่องความจำเป็นเรื่องด่วน

ขณะที่ นายสุทิน คลังแสง ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า ขณะนี้ พ.ร.ก.มีผลบังคับใช้อยู่แล้ว แต่จะตกไปได้จากกรณีสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นชอบ หรือ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และหากถูกสภาผู้แทนราษฎรหรือศาลรัฐธรรมนูญตีตก รัฐบาลควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกโดยประเพณีปฏิบัติ แม้กฎหมายจะไม่ได้กำหนดไว้ เพราะอาจเข้าข่ายลุแก่อำนาจและบกพร่องต่อหน้าที่

ถ้าเป็นประเด็นความรับผิดชอบซึ่งตีความกว้าง ผมเชื่อว่ารัฐบาลคงคิดได้ว่า มันเป็นความผิดพลาดใหญ่หลวงพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องนี้มันเป็นความผิดพลาด เป็น พ.ร.ก.ที่ยั้บยั้งการใช้กฎหมาย ซึ่งไม่ค่อยเกิด กฎหมายมีผลบังคับใช้อยู่แล้ว แต่ไปบังคับยับยั้งการใช้ ผมเชื่อว่ามีความเสียหายรุนแรง

ซึ่งกรณีที่ฝ่ายค้านเข้าชื่อกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว จึงทำให้การพิจารณา พ.ร.ก.ต้องเลื่อนออกไปก่อน จนกว่าจะมีความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญ