“คณะอนาคตใหม่” เปิดเวทีซักฟอกนอกสภาฯ ควบคู่อภิปราย 6 รมว.

การเมือง
15:52
จำนวนผู้ชม 913
Thai PBS
“คณะอนาคตใหม่” เปิดเวทีซักฟอกนอกสภาฯ ควบคู่อภิปราย 6 รมว.
“คณะอนาคตใหม่” ประกาศเดินหน้าอภิปรายนอกสภาฯ รัฐบาล “ประยุทธ์” ควบคู่การอภิปรายในสภาฯ ตลอด 4 วัน ประเดิมเวทีแรกด้วย “ช่อ” กล่าวหานายกฯ เอี่ยวทุจริต 1MDB ด้าน “ประยุทธ์” เผยมีข้อมูลในมือ-ผู้ถูกพาดพิงเตรียมดำเนินคดี

“คณะอนาคตใหม่” ประเดิมเวทีแรก วันอาทิตย์ 23 ก.พ. ที่ผ่านมา หลังคดียุบพรรคอนาคตใหม่ 2 วัน เว้นคืนหายใจหายคอ เข้าคิวอภิปรายไม่ไว้วางใจ 6 รมว. นอกสภาฯ

ล่าสุด (24 ก.พ.63) แกนนำประกาศเดินหน้า อภิปรายควบคู่การอภิปรายในสภาฯ 24-28 ก.พ. “ปากคำ” ของผู้อภิปรายที่ถูกจับตาคือแกนนำ “คณะอนาคตใหม่” ที่เป็นอดีตกรรมการบริหารพรรค 15 คน ซึ่งมี 11 คน ที่สิ้นสภาพ ส.ส. เพราะคดียุบพรรคและหมดสิทธิอภิปรายในสภาฯ

อาทิ รศ.ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรค ,ช่อ-พรรณิการ์ วานิช อดีตโฆษกพรรค ,พล.ท.พงศกร รอดชมภู ฯลฯ

ที่สำคัญคือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรค ที่ไม่มีสิทธิอภิปรายแต่แรกเพราะถูกศาลสั่งพ้นความเป็น ส.ส.

ภาพประกอบข่าว “คณะอนาคตใหม่” เปิดเวทีซักฟอกนอกสภาฯ ควบคู่อภิปราย 6 รมว.

ประเดิมเวทีแรก ถือว่าสร้างแรงสั่นสะเทือนการเมืองไทย เมื่อ ช่อ-พรรณิการ์ ใช้ประเด็นการทุจริตอื้อฉาวระดับโลก อย่างการทุจริตกองทุน 1MDB ของประเทศมาเลเซีย ซึ่งพบว่ามีการยักยอกเงินเข้าสู่บัญชี นายนาจิบ ราซัก อดีตนายกฯ กว่า 2 หมื่นล้านบาท ขณะที่การทุจริตกองทุนนี้มีมูลค่ารวมนับ 1 แสนล้านบาท

กล่าวหา “ประยุทธ์” อุ้มเครือข่ายอาชญากรข้ามชาติ

ช่อ-พรรณิการ์ ย้อนถึงความสัมพันธ์ผู้นำของทั้ง 2 ประเด็น ตั้งแต่ช่วง ปี 2557-2558 เมื่อครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช. เข้ายึดอำนาจ และจัดตั้งรัฐบาล คสช. โดยกล่าวหาว่านายนาจิบใช้ช่วงเวลาดังกล่าว เลือกเข้าหาผู้นำที่มาจากการรัฐประหาร โดยใช้ความสัมพันธ์นั้นว่า “พันธมิตรมืด”

นั่นอาจเป็นสาเหตุที่เขาตัดสินใจ เป็นผู้นำคนแรกที่ให้การรับรองรัฐบาลทหารของไทย

ทั้งนี้คดีทุจริตกองทุน 1MDB ถูกเปิดโปงตั้งแต่ ปี 2558 โดย “ชาเบียร์ ฆุสโต” อดีตผู้บริหารบริษัทปิโตรซาอุดี ซึ่งถูกเปิดโปงภายหลังว่าเป็นบริษัทที่ช่วยฟอกเงินจากกองทุน 1MDB

ภาพประกอบข่าว “คณะอนาคตใหม่” เปิดเวทีซักฟอกนอกสภาฯ ควบคู่อภิปราย 6 รมว.

ซึ่งชาเบียร์ ได้ส่งข้อมูลเป็นอีเมล 230,000 ขนาด 90 กิกะไบต์ ให้กับ “แคล บราวน์” (น้องสะใภ้นายกฯอังกฤษ) และถูกตีพิมพ์ใน The Sarawak Report

ต่อมาชาเบียร์ เลือกลงหลักปักฐานในประเทศไทยพร้อมกับภรรยาและลูก ขณะที่แคลเลือกกลับประเทศอังกฤษเนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัย

1.เปิดหลักฐาน กล่าวหารัฐบาลไทยช่วยปิดปากพยาน

ระหว่างพักที่ไทย ชาเบียร์ ถูกตำรวจจับกุมข้อหาขู่กรรโชกทรัพย์ ซึ่ง ช่อ-พรรณิการ์ อ้างว่ามีกระบวนการที่พยายามปิดกั้นการเข้าถึงพยานปากสำคัญคนนี้ ทั้งความพยายามที่จะไม่ส่งตัวชาเบียร์ กลับไปดำเนินคดีที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (ชาเบียร์ ถือสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์) และไม่ให้ความร่วมมือกับ FBI ในการสอบสวน พร้อมกับกล่าวหาว่ามีบุคคลของบริษัทปิโตรซาอุดี ซึ่งเป็นบริษัทที่ช่วยฟอกเงินจากกองทุน 1MDB เข้ามาแทรกแซงคดีนี้

  • มีหลักฐานเป็น “อีเมล” ของสำนักงานทนายความของ “แอตกินส์ ทอมป์สัน” ถูกตีพิมพ์ในสื่อ The Guardian อังกฤษ ว่าบริษัทปิโตรซาอุดีได้ว่าจ้างที่ปรึกษาชื่อ "พอล ฟินนิแกน" ซึ่งเป็นอดีตตำรวจสกอตแลนด์ เข้ามาร่วมกระบวนการดำเนินคดีกับชาเบียร์ในไทย โดยพยายามบีบบังคับให้ชาเบียร์รับสารภาพ ซึ่งไม่เคยพบบันทึกเข้าออกของพลที่เรือนจำคลองเปรม ขณะที่ตำรวจไทยอ้างว่ากระบวนการสอบสวนคดีชาเบียร์ มีตำรวจจากอังกฤษมาร่วมการสอบสวนด้วย
  • มีหลักฐานเป็นบทสนทนาผ่าน WhatApp ระหว่างภรรยาของชาเบียร์ ชื่อ “ลอร่า” และตัวแทนของสำนักงานทนายความชื่อ “แพทริก มาฮานี” ที่อ้างว่าเขาสามารถควบคุมการเข้า-ออกเรือนจำครองเปรมในการพบกับชาเบียร์ ซึ่งภายหลังหลักฐานชิ้นนี้ได้รับการยืนยันจากศาลสวิตเซอร์แลนด์ว่าเป็นความจริง
  • มีหลักฐานเป็น “บันทึกการสนทนาทางโทรศัพท์” ระหว่างภรรยาของชาเบียร์ และ พ.ต.อ.พงษ์ไสว แช่มลำเจียก เจ้าของสำนวนคดี ซึ่งยอมรับว่ารู้จักกับพอล (ที่ปรึกษาของบริษัทปีโตรซาอุดี) เป็นอย่างดี
เรือนจำไทยกลายเป็นที่คุมขังปิดปากพยานปากเอกของคดี 1MDB

นอกจากนี้ภรรยาของชาเบียร์ ยังอ้างว่าเจ้าหน้าที่ FBI เคยขอเข้าพบชาเบียร์ที่เรือนจำคลองเปรม 3 ครั้ง แต่ถูกปฏิเสธทั้งหมด จนต้องขอให้เธอใช้วิธีขอข้อมูลจากชาเบียร์ด้วยการเขียนจดหมาย ซึ่งใช้เวลาทั้งหมด 6 เดือน กว่าจะได้ข้อมูลทั้งหมด

อย่างไรก็ตามระหว่างการสอบสวน ชาเบียร์รับสารภาพในที่สุดเพื่อแลกกับการส่งตัวไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่กระบวนการต้องยุติลง ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่นายนาจิบ มาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน ก.ย.2561

2.”ช่อ” กล่าวหารัฐบบาลไทยให้ที่กบดาน “อาชญากรข้ามชาติ”

ช่อ-พรรณิการ์ ตั้งข้อสังเกตอีกประเด็น กรณีที่มีเครือข่ายบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตกองทุน 1MDB พักอยู่ในประเทศไทย
ระหว่างที่มีการออกหมายแดงประกาศจับโดยตำรวจสากล

ภาพประกอบข่าว “คณะอนาคตใหม่” เปิดเวทีซักฟอกนอกสภาฯ ควบคู่อภิปราย 6 รมว.

รัฐบาลสิงคโปร์เคยประสานตำรวจสากลเพื่ออกหมายจับ “โจ โล” หรือ โลเตี๊ยกโจ เป็นคนสนิทกับนายนาจิบ และเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจากกองทุนดังกล่าว ซึ่งนับแต่วันประกาศถึงวันที่ 13 พ.ค. ปี 2561 พบข้อมูลว่า โจ โล เข้าออกประเทศไทยรวม 5 ครั้ง

เลือกซื่อสัตย์ต่อพันธมิตรมืดมากกว่ารักษากฎกติกา เลือกรักษาความสัมพันธ์กับนาจิบ มากกว่าลีเซียนลุงของสิงคโปร์

ข้อสรุปจากการอภิปรายนอกสภาฯ ครั้งแรกของ ช่อ-พรรณิการณ์ คือการกล่าวหาว่า พล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจสั่งการข้ามกระทรวงเพื่อบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม “นำผู้บริสิทธิ์เข้าคุกเพื่อปิดปาก แต่กลับปล่อยคนที่หมายแดงจากอินเตอร์โพลลอยนวล ใช้ไทยเป็นที่กบดาน”

“ประยุทธ์-ประวิตร” โต้ข้อมูลเอี่ยวอุ้มทุจริต 1MDB

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงว่า กรณีกล่าวหาคดีทุจริต ความสัมพันธ์ต่างประเทศ เชื่อมโยงจับแพะชนแกะ หน่วยงานมีข้อมูลอยู่แล้ว แต่ยังไม่โต้ตอบ เก็บประเด็นไว้ดำเนินการทางกฎหมาย เพราะหลายเรื่องหลายคนถูกพาดพิง เรื่องนี้มีคำชี้แจงหมด และได้รับคำชี้แจงหมดแล้ว

ผมห่วงประชาชนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ รวมถึงนิสิตนักศึกษา บางทีมันอันตรายต่ออนาคตตนเอง

ล่าสุด (24 ก.พ.2563) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โต้แย้งว่าข้อมูลที่ ช่อ-พรรณิการ์ นำเสนอไม่เป็นความจริง กรณีชาเบียร์ เป็นคดีเก่าตั้งแต่ ปี 2558 สมัย พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เป็น ผบ.ตร.

โดยมีผู้ร้องทุกข์ว่าชาเบียร์ ขู่กรรโชกทรัพย์บริษัทนำมันแห่งหนึ่ง เป็นบริษัที่ชาเบียร์เคยทำงาน และขู่ว่าจะเปิดเผยข้อมูลลับหากไม่ยอมจ่ายเงิน

ซึ่งคดีนี้ศาลสั่งจำคุก 6 ปี ผู้ต้องหารับสารภาพเหลือจำคุก 3 ปี และติดคุกจริงแค่ปีกว่าเท่านั้น โดยผู้ต้องหาไม่มีการขออุทธรณ์คดี

ภาพประกอบข่าว “คณะอนาคตใหม่” เปิดเวทีซักฟอกนอกสภาฯ ควบคู่อภิปราย 6 รมว.

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะอดีตรองนายกฯ ด้านความมั่นคง สมัยรัฐบาล คสช. (ปี 2557-2562)
ยืนยันว่า กรณีที่ โจ โล เข้าออกประเทศไทย เป็นช่วงก่อนที่ตำรวจสากลจะประกาศหมายจับ โจ โล ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตกองทุน 1MDB

หยั่งทาง “ขุนพล” นอกสภา

ล่าสุดเพจอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความว่าจะมีการอภิปรายทั้งในและนอกสภาควบคู่กันตั้งแต่เวลา 13.00 น. วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 28 ก.พ. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และคาดว่าจะมีการลงมมิภายในวันนั้นด้วย

ทั้งนี้บุคคลที่น่าจับตาของ “คณะอนาคตใหม่” ที่จะอภิปรายนอกสภาฯ อาทิ รศ.ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เพราะเดิมมีบทบาทนำในการคุม ส.ส.อภิปรายในสภาฯ ที่ผ่านมามีผลงานในการตรวจสอบรัฐบาล เช่นเปิดประเด็นอภิปรายนายกฯ (แบบทั่วไปไม่ลงมติ) กรณีกล่าวคำถวายสัตย์ฯ ไม่ครบถ้วน เป็นต้น

ภาพประกอบข่าว “คณะอนาคตใหม่” เปิดเวทีซักฟอกนอกสภาฯ ควบคู่อภิปราย 6 รมว.

อีกบุคคลคือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเคยเป็น กมธ. พิจารณางบประมาณ ปี 2563 ครั้งนั้นได้ตั้งข้อสังเกตงบฯ กองทัพที่มีพิรุธเป็นจำนวนมาก และได้อธิบายข้อพิรุธดังกล่าวผ่านกิจกรรม “จากโคราชสู่การปฏิรูปกองทัพ” ไปแล้ว

โดยเฉพาะการตั้งคำถามถึงการบริหารจัดการงบฯ กองทัพ ที่ใช้ในโครงการต่างๆ ของกองทัพ ทั้งสนามม้า การจัดมวย การบริหารสนามกอร์ฟ-โรงแรม เป็นต้น

มีรายงานว่าข้อมูลของ “คณะอนาคตใหม่” จะทยอยนำเสนอต่อสาธารณชน ไม่เฉพาะกรณีที่ ช่อ-พรรณิการ์ ได้เผยแพร่ไปแล้ว และอาจมีข้อมูลชุดอื่นๆ ตามมาด้วย

นอกจากนี้ยังถูกตั้งข้อสังเกตว่า ข้อมูลที่ถูกนำเสนอช่วงนี้ ล้วนเป็นข้อมูลลับที่ไม่เคยถูกเปิดเผยจากฝ่ายค้าน และถูกแกนนำที่ออกมาอภิปราย เพิ่งจะถูกศาลสั่งตัดสิทธิทางการเมืองก่อนการอภิปรายไม่กี่วัน อย่างไรก็ตามหากข้อมูลเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบผลประโยชน์สาธารณชน ย่อมเป็นประเด็นที่จะถูกตรวจสอบต่อยอดทั้งในและนอกสภาฯ