น้ำใจไทยล้น แต่จัดหาเครื่องมือยาก สธ.ย้ำทางรอดต้อง "อยู่บ้าน"

สังคม
10:57
จำนวนผู้ชม 493
น้ำใจไทยล้น แต่จัดหาเครื่องมือยาก สธ.ย้ำทางรอดต้อง "อยู่บ้าน"
ประชาชนและเอกชนร่วมบริจาคเงินและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ช่วยไทยผ่านวิกฤต COVID-19 ขณะที่บริษัทนำเข้าเครื่องช่วยหายใจคาดต้องรอออเดอร์นาน 5 เดือน โดยรัฐบาลทุ่มงบฯ 1.5 พันล้าน เร่งจัดหายา-เวชภัณฑ์กระจายทุก รพ. ย้ำต้องช่วย "อยู่บ้าน หยุดเชื้อ" ลดอุปกรณ์ขาดแคลน

วันนี้ (28 มี.ค.2563) ตัวเลขผู้ติดเชื้อ COVID-19 สะสมเพิ่มเป็น 1,245 คน เสียชีวิต 6 คน โดยผู้ติดเชื้อกระจายไปยัง 57 จังหวัด ซึ่งโรงพยาบาลหลายแห่งทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเปิดรับบริจาคเงินและเครื่องมือทางการแพทย์ เช่น โรงพยาบาลรามาธิบดี ต้องการอุปกรณ์อย่าง “เครื่องช่วยหายใจ” และอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อเป็นอาวุธสำคัญในการรักษาและช่วยชีวิตผู้ป่วย, โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กองทัพเรือ ในพระราชินูปถัมภิ์ ขอเชิญชวนบริจาคสมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์, โรงพยาบาลแพร่ขอรับบริจาคหน้ากาก N95  ซึ่งคาดการณ์ผู้ป่วย COVID-19 ถึงวันที่ 15 เม.ย.นี้ หากไม่มีมาตรการป้องกัน หรือประชาชนไม่ให้ความร่วมมือเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) จะมีผู้ป่วยสะสมถึง 25,225 คน

ภาพประกอบข่าว น้ำใจไทยล้น แต่จัดหาเครื่องมือยาก สธ.ย้ำทางรอดต้อง

คนไทยร่วมหนุนนักรบแถวหน้า สู้ COVID-19

ท่ามกลางวิกฤต ยังได้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจของคนไทย ในการช่วยเหลือ "นักรบ" แถวหน้าอย่าง "แพทย์​-พยาบาล" ที่ต้องทำงานบนความเสี่ยงในสมรภูมิโรคระบาด อย่าง "โครงการเพื่อฮีโร่ไทยสู้โควิด 19" ซึ่งเป็นโครงการ ที่จัดหาอุปกรณ์จำเป็นและขาดแคลนให้กับโรงพยาบาลหลายแห่งทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ ชุดป้องกันเชื้อ (PPE) รวมถึงจัดส่งอาหารปลอดภัยให้กับบุคลากรทางการแพทย์ เช่น โรงพยาบาลบำราศนราดูร ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยขอรับบริจาคเงินผ่านบัญชีธนาคาร คนละ 20 บาท และให้บอกต่อไปยังคนที่รู้จักอีก 20 คน โครงการนี้ได้รับความสนใจจากคนจำนวนมาก ณ วันที่ 30 มี.ค.2563 สร้างยอดบริจาค 30 ล้านแล้ว 

โรงพยาบาลศิริราช ตั้งกองทุน “ศิริราชสู้ภัยโควิด” เช่นเดียวกับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ตั้งโครงการเงินบริจาคเพื่อโรค COVID-19

แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญชวนบริจาคเงินสมทบทุนช่วยเหลือแพทย์และพยาบาล ในโครงการนักรบเสื้อขาวสู้ภัย COVID-19 เพื่อจัดหาความคุ้มครองให้แพทย์พยาบาลทั่วประทศ คนละ 5 ล้านบาท

ภาพประกอบข่าว น้ำใจไทยล้น แต่จัดหาเครื่องมือยาก สธ.ย้ำทางรอดต้อง

ผลิตเครื่องมือ ลดเสี่ยงแพทย์

ไม่เพียงเฉพาะหน่วยงานต่าง ๆ อาสาสมัครภาคประชาชน ยังช่วยกันแชร์ข้อมูลขั้นตอนการผลิตกล่องป้องกันการกระเด็นของสารคัดหลั่งขณะใส่และถอดท่อหายใจผู้ป่วย และฉากกั้นขณะตรวจเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจหาเชื้อ เพื่อขอรับการสนับสนุนและผลิตแจกจ่ายบุคลากรทางแพทย์

ภาพประกอบข่าว น้ำใจไทยล้น แต่จัดหาเครื่องมือยาก สธ.ย้ำทางรอดต้อง

อาจรอ 5 เดือน นำเข้า "เครื่องช่วยหายใจ" 

ผู้บริหารบริษัทเครื่องมือแพทย์รายใหญ่แห่งหนึ่ง ให้สัมภาษณ์กับไทยพีบีเอสออนไลน์ ระบุว่า ขณะนี้ความต้องการเครื่องมือแพทย์มีสูงมาก โดยเฉพาะเครื่องช่วยหายใจที่ใช้ในห้อง ICU ซึ่งโดยทั่วไปแล้วบริษัทจะสั่งออเดอร์เพื่อนำเข้าไทยประมาณปีละ 2,000 เครื่อง แต่ในขณะนี้ทางประเทศต้นทางผลิตไม่ทัน จึงทำให้สินค้าขาดตลาด เพราะของในสต็อกที่สั่งซื้อมาก่อนหน้านี้ก็ขายหมดแล้วเช่นกัน

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ผลิตไม่ทันมาจาก 2 ปัจจัย คือ ในประเทศผู้ผลิตมีความต้องการใช้สูง โดยประเทศที่ผลิตเครื่องช่วยหายใจที่นำเข้านั้นมีทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา สวิสเซอร์แลนด์ เยอรมนี และนำเข้าจากประเทศจีนบางส่วน ซึ่งแต่ละประเทศต่างได้รับผลกระทบจากเชื้อไวรัส COVID-19 ส่งผลให้รัฐบาลขอความร่วมมือผู้ผลิตให้ช่วยเหลือประชากรในประเทศก่อน และอีกหนึ่งปัจจัย คือ หลายประเทศทั่วโลกต่างเผชิญกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส จึงทำให้มีความต้องการใช้เครื่องช่วยหายใจสูงมาก ส่งผลให้ผู้ผลิตไม่สามารถผลิตได้ตามความต้องการของผู้บริโภค

บริษัทได้ออเดอร์สินค้าไปแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับการตอบกลับว่าจะส่งเครื่องช่วยหายใจมาได้เมื่อไหร่ คาดว่าคงต้องรอไปอีกประมาณ 5 เดือน

ขณะนี้ประเทศไทยยังถือว่ามีเครื่องช่วยหายใจที่ใช้ในห้องไอซียูอยู่เพียงพอสำหรับผู้ป่วย COVID-19 แต่หลายโรงพยาบาลเริ่มสั่งซื้อเข้ามามากขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับรับมือในกรณีที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งผู้ป่วย COVID-19 จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจที่ได้มาตรฐาน เพราะมีอาการปอดอักเสบ โดยราคาจะอยู่ที่ประมาณ 600,000 บาท ไปจนถึงหลักล้านบาท โดยทางบริษัทพยายามติดต่อผู้ผลิตต่างประเทศอยู่ตลอด เพื่อนำเข้าสินค้าให้ได้ทันตามความต้องการ

ขณะที่พนักงานของบริษัทตัวแทนจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ กล่าวว่า สินค้าเครื่องช่วยหายใจหมดสต็อกในช่วงเดือนมีนาคมนี้ และต้องรอออเดอร์ที่ยังไม่แน่ชัดว่านำเข้ามาได้เมื่อใด แต่จะส่งให้กับลูกค้าประจำก่อน ซึ่งมีทั้งโรงพยาบาลสังกัดรัฐบาลและเอกชน โดยลูกค้าที่เป็นแพทย์นั้นทราบสถานการณ์การแพร่ระบาดและความต้องการใช้เครื่องมือแพทย์อยู่แล้ว ก็จะสอบถามว่ามีสินค้าในสต็อกบ้างหรือไม่ เชื่อว่าบริษัทนำเข้าเครื่องมือแพทย์รายใหญ่ของไทย 6-7 แห่ง ก็ไม่มีของในสต็อกแล้วเช่นเดียวกัน

ส่วนผู้ที่รับบริจาคเงินช่วยเหลือบางส่วนได้ติดต่อเข้ามาซื้อสินค้าของบริษัทฯ ก็จะเสนอขายสินค้าอื่นที่มีในสต็อกและโรงพยาบาลต้องการรองลงมา เช่น เครื่องเฝ้าติดตามสัญญาณชีพ

ถึงมีเงินก็ไม่มีของจะขาย จนกว่าจะมีการแจ้งเข้ามา เบื้องต้นบอกให้ลูกค้าที่ต้องการสั่งซื้อเครื่องช่วยหายใจ รออย่างน้อย 180 วัน
ภาพประกอบข่าว น้ำใจไทยล้น แต่จัดหาเครื่องมือยาก สธ.ย้ำทางรอดต้อง

เช็คเวชภัณฑ์จำเป็น 18 รายการ 

โรงพยาบาลทุกแห่งในประเทศทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ต้องมีเวชภัณฑ์ที่จำเป็นในคลังอย่างน้อย 18 รายการ ได้แก่ PPE 12 รายการ เช่น ชุดป้องกันร่างกาย แว่นครอบตาแบบใส หมวกคลุมผม กระบังหน้าเลนส์ใส ถุงมือยาง ถุงสวมขา, หน้ากากอนามัย แบบธรรมดา และ N95 สำหรับป้องกันโรคติดเชื้อ ยาและเวชภัณฑ์ โดยเฉพาะแอลกอฮอล์เจลขนาดต่าง ๆ ยาต้านไวรัส ที่ใช้กับผู้ป่วยในกลุ่มอาการต่าง ๆ, อุปกรณ์สิ่งส่งตรวจ เช่น ก้านสำลีและหลอดเก็บตัวอย่างเชื้อ ไปส่งห้องแล็บ รวมถึงห้องปลอดเชื้อประเภทต่างๆ ทั้งห้องแยกเดี่ยว -single isolate room ห้องแยกโรคความดันลบ และ Cohort ward

ทั้งนี้ โรงพยาบาลชุมชนที่อยู่ในชนบท หากพบกรณีผู้ติดเชื้อกับกลุ่มสัมผัสที่มีความเสี่ยงสูง ก็จะยิ่งมีปัญหาขาดแคลนเวชภัณฑ์ ในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค และป้องกันความเสี่ยงให้บุคลากรทางการแพทย์

ภาพประกอบข่าว น้ำใจไทยล้น แต่จัดหาเครื่องมือยาก สธ.ย้ำทางรอดต้อง

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 โควิด-19 (โฆษก ศอฉ.โควิด-19) กล่าวถึงข้อกังวลของหลายโรงพยาบาลที่ระบุว่ามีอุปกรณ์ทางการแพทย์สำรองใช้เหลือเพียง 2 สัปดาห์ ว่า รัฐบาลได้อนุมัติงบกลาง 1500 ล้านบาท ซื้อยาและเวชภัณฑ์ พร้อมผ่อนปรนการนำเข้าจากต่างประเทศ รวมทั้งใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและส่วนตัวเจรจาขอความช่วยเหลือ

หากไทยติดเชื้อน้อยตัวเลขที่ใช้จะน้อยไปด้วย ยอดออเดอร์หน้ากาก N95 และชุด PPE คาดว่าจะได้รับ 4 แสนชิ้นต่อผลิตภัณฑ์ในเร็ววันนี้

อย่างไรก็ตาม หลายประเทศก็ขาดแคลนเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะผู้ผลิตจากยุโรป ส่งผลบริษัทอุตสาหกรรมอื่น ๆ ปรับเปลี่ยนมาผลิตเครื่องช่วยหายใจ และหลายประเทศร่วมมือกันเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤต ฉะนั้นการใช้อย่างประหยัดและมีคุ้มค่ามากที่สุดจะมีความหมายมาก ที่สำคัญต้องทำให้ตัวเลขติดเชื้อในไทยน้อยที่สุด เน้นมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) และ "อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ"