The Exit : ตรวจสอบทุจริตซื้ออุปกรณ์ป้องกัน COVID-19

อาชญากรรม
19:11
จำนวนผู้ชม 974
Thai PBS
The Exit : ตรวจสอบทุจริตซื้ออุปกรณ์ป้องกัน COVID-19
การจัดซื้ออุปกรณ์ป้องกันโควิด-19 ของ อปท.หลายแห่ง อาจเข้าข่ายนิติกรรมอำพราง มีกรณีบริษัทที่เป็นคู่สัญญากับ อปท.แห่งหนึ่งใน จ.สุรินทร์ ให้ญาติไปจดทะเบียนการค้าแล้วนำเอกสารไปทำสัญญาจัดซื้อเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิในราคาแพงกว่าตลาด 2-4 เท่า

วันนี้ (12 มิ.ย.2563) ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอสเดินทางไปที่บ้านเลขที่ 88/2 หมู่ 2 ต.เขาพระนอน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ หลังจากได้รับข้อมูลว่าบ้านหลังนี้ถูกจดทะเบียนเป็นร้านเทวาพาณิชย์ และชื่อร้านค้าไปตรงกับเอกสารใบสั่งซื้อว่าเป็นร้านที่ขายเครื่องเทอร์โมสแกนให้กับ อบต.ตรวจ อ.ศรีณรงค์ จ.สุรินทร์ ในราคาเครื่องละ 8,500 บาท ซึ่ง ป.ป.ท.เขต 3 อยู่ระหว่างตรวจสอบ เนื่องจากเป็นการจัดซื้อในราคาแพงกว่าท้องตลาด ขณะที่นางบุญเที่ยง ภูแสงสั่น เจ้าของบ้าน ระบุว่า เพิ่งรู้ว่าลูกชายนำบ้านไปจดทะเบียนเป็นร้านค้า

ภาพประกอบข่าว The Exit : ตรวจสอบทุจริตซื้ออุปกรณ์ป้องกัน COVID-19

ยืนยันลูกชายมีอาชีพขายกล้วยทอด

นางบุญเที่ยง ยืนยันว่าลูกชาย คือนายเทวาพิทักษ์ พิชิตชัยนาวี ตามเอกสารคือผู้ขายเทอร์โมสแกน เขาทำอาชีพขายกล้วยทอดที่ จ.สกลนคร ไม่ใช่ผู้ที่ทำสัญญาซื้อขายกับ อบต.ตรวจ แต่มีญาติอีกคนที่เป็นตัวแทนจำหน่าย หรือเซลส์ที่ทำสัญญาแทน

ภาพประกอบข่าว The Exit : ตรวจสอบทุจริตซื้ออุปกรณ์ป้องกัน COVID-19


ไทยพีบีเอสโทรสอบถามนายเทวาพิทักษ์ ซึ่งยืนยันว่าญาติ ซึ่งเป็นเซลส์ให้ตนเองจดทะเบียนร้านค้า เพื่อนำชื่อไปทำสัญญาซื้อขายกับ อปท.แล้วหลายครั้ง

ใช้ร้านค้าญาติส่อเค้านิติกรรมอำพราง

เครื่องเทอร์โมสแกนของ อบต.ตรวจ ที่จัดซื้อในราคาเครื่องละ 8,500 บาท ทาง อบต.อ้างว่านำเข้าจากประเทศเยอรมนี ขณะที่ข้างกล่องระบุว่าผู้นำเข้าเป็นบริษัทในประเทศตุรกี และผลิตที่ประเทศจีน เมื่อตรวจสอบราคาที่ขายในเว็บไซต์ อยู่ที่ประมาณ 2,000 - 4,000 บาท แต่สิ่งที่ผิดปกติมากกว่าราคาที่สูงเกินจริง คือกระบวนการจัดซื้อที่เซลส์ใช้เอกสารร้านค้าที่ให้ญาติจดทะเบียนไปทำสัญญาซื้อขายแทน ซึ่งเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.เขต 3 ต้องตรวจสอบว่าเป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่

ภาพประกอบข่าว The Exit : ตรวจสอบทุจริตซื้ออุปกรณ์ป้องกัน COVID-19

ปรับราคาเพิ่ม นำส่วนต่างไปจ่ายส่วย

ไทยพีบีเอส พูดคุยกับอดีตเซลส์ขายสินค้าด้านเวชภัณฑ์คนหนึ่ง ยืนยันว่าการขายสินค้าป้องกันเชื้อโควิด-19 ให้ อปท.หลายแห่งในภาคอีสาน ต้องปรับราคาให้สูงขึ้น เพื่อหักกำไรส่วนหนึ่งไปจ่ายให้กับเจ้าหน้าที่รัฐบางคน ซึ่งจะตกลงซื้อขายกับเซลส์ที่เสนอเงินตอบแทนให้

ภาพประกอบข่าว The Exit : ตรวจสอบทุจริตซื้ออุปกรณ์ป้องกัน COVID-19



ราคาสินค้าที่สูงกว่าท้องตลาดหลายเท่า เป็นข้อพิรุธสำคัญที่เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบว่ามีการทุจริตหรือไม่ เพราะการจัดซื้อของ อปท.หลายแห่งใช้เงินสะสม หรือเงินที่เหลือจ่ายจากเงินรับจริงตามงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ อปท.จำนวน 7,852 แห่ง ทั่วประเทศ มีเงินสะสมรวมกันกว่า 6 แสนล้านบาท เงินก้อนนี้ส่วนหนึ่งถูกทยอยนำออกมาใช้เพื่อการป้องกันโควิด-19

พบ อปท.บางแห่งใช้งบกว่า 100 ล้าน

ไทยพีบีเอสได้รับข้อมูลว่ามี อปท.ขนาดใหญ่บางแห่งใช้งบจัดซื้อพัสดุแล้วเกือบ 100 ล้านบาท ในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน และกว่า 2 เดือนแล้วที่ ป.ป.ท.และ ป.ป.ช.ร่วมกับเครือข่ายต้านทุจริต เข้าตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุ เพื่อป้องกันเชื้อโควิด-19 ของหน่วยงานรัฐ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีพยานหลักฐานพร้อมดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐ

ภาพประกอบข่าว The Exit : ตรวจสอบทุจริตซื้ออุปกรณ์ป้องกัน COVID-19

พบอุปสรรคตรวจสอบข้อมูลจัดซื้อพัสดุ

ขณะที่อุปสรรคของการตรวจสอบโดยเครือข่ายภาคประชาชน คือ อปท.หลายแห่งยังไม่เผยแพร่ข้อมูลจัดซื้อพัสดุในเว็บไซต์ เพราะอ้างถึงคำสั่งกรมบัญชีกลางที่ระบุว่าให้หน่วยงานรัฐประกาศเผยแพร่การดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับถัดจากวันที่มีการประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงเป็นที่น่าจับตาว่า หลังจากนี้ หากยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จะมีข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุป้องกันเชื้อโควิด-19 ของทุก อปท.เผยแพร่ออกมา ซึ่งการทำงานของเครือข่ายภาคประชาชน จะนำไปสู่การตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างที่อาจไม่โปร่งใส อย่างเป็นวงกว้างอีกครั้ง