เปิดปม : ทุ่นระเบิดสังหาร

สังคม
13:24
จำนวนผู้ชม 2,262
เปิดปม : ทุ่นระเบิดสังหาร
ขณะนี้ ประเทศไทยมีพื้นที่ปนเปื้อนทุ่นระเบิดสังหารกว่า 220 ล้านตารางเมตร โดยพื้นที่กว่าร้อยละ 90 อยู่ที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งเป้าว่าจะปลดปล่อยพื้นที่ทั้งหมดให้ได้ภายใน 3 ปีตามพันธกรณีที่ได้ให้ไว้ในอนุสัญญาออตตาวา

ปฏิบัติการเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิดของประเทศไทยเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2542 เป็นผลจากการลงนามเข้าร่วมเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิตและโอน และการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรือ อนุสัญญาออตตาวา

ส่วนหนึ่งของพันธกรณีที่รัฐภาคีต้องปฏิบัติตาม คือ ต้องทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่เก็บสะสมไว้ในคลังทั้งหมดภายใน 4 ปี รวมถึงต้องเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ฝังอยู่ในพื้นดินภายใน 10 ปี หลังจากอนุสัญญาฯ มีผลบังคับใช้ 

ภาพประกอบข่าว เปิดปม : ทุ่นระเบิดสังหาร

 

ปัจจุบันการลงนามในอนุสัญญาฯ ล่วงเลยมานานกว่า 20 ปีแล้ว แต่ประเทศไทยยังไม่สามารถเป็นประเทศที่ปลอดจากทุ่นระเบิดตามพันธกรณีของอนุสัญญาฯ ได้

พล.ท.สิทธิพล นิ่มนวล ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติให้ข้อมูลว่า พ.ศ. 2542 ประเทศไทยมีพื้นที่ปนเปื้อนทุ่นระเบิดสังหารกว่า 900 แห่ง รวมเนื้อที่กว่า 2,556,000,000 ตร.ม. 

ภาพประกอบข่าว เปิดปม : ทุ่นระเบิดสังหาร

 

ตลอด 21 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยสามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดจนเหลือพื้นที่ปนเปื้อนอยู่ประมาณ 220,000,000 ตร.ม. ในจำนวนนี้กว่าร้อยละ 90 ของพื้นที่อยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา อุปสรรคสำคัญที่ทำให้การเก็บกู้ไม่แล้วเสร็จ คือ เส้นเขตแดนระหว่าง 2 ประเทศที่ยังไม่มีความชัดเจนทำให้การเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ใกล้ชายแดนทำได้ไม่สะดวก

ชายแดนไทย-กัมพูชาแทบทั้งหมด ยังไม่มีการปักปันเขตแดน ทั้งสองฝ่ายจึงต้องเฝ้าระวังไม่ให้อีกฝ่ายเข้าไปใกล้เขตแดนเพราะเกรงว่าอาจทำให้เส้นหลักฐานตามแนวชายแดนเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น เมื่อเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิดของไทยเข้าไปในพื้นที่ก็ถูกฝ่ายกัมพูชาประท้วง งานจึงหยุดชะงักหรือบางครั้งอาจมีอันตรายได้เพราะเจ้าหน้าที่กัมพูชาเป็นเจ้าหน้าที่ติดอาวุธ

เมื่อมีทุ่นระเบิดตกค้างอยู่ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบ ข้อมูลจากกองกำลังบูรพา ระบุว่า ในพื้นที่ 4 อำเภอของจ.สระแก้ว ที่มีอาณาเขตติดต่อชายแดนไทย-กัมพูชา พบผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิดที่ยังมีชีวิตอยู่ 228 คน ในจำนวนนี้พบว่า อยู่ในพื้นที่อ.อรัญประเทศมากที่สุดจำนวน 107 คน รองลงมาคือ อ.ตาพระยา 68 คน  อ.โคกสูง 34 คน และ อ.คลองหาด 19 คน

อีกส่วนหนึ่งคือการเสียประโยชน์จากการไม่สามารถเข้าใช้พื้นที่ได้ เช่น นางอำพร พูลแก้ว อายุ 52 ปี ชาวบ้านแสง์ ต.ทัพเสด็จ อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ที่ได้รับสืบทอดที่ดินจำนวน 105 ไร่มาจากพ่อ แต่ทุกวันนี้สามารถเข้าทำประโยชน์ได้เพียง 49 ไร่ ส่วนที่ดินอีก 56 ไร่ ยังมีทุ่นระเบิดตกค้างอยู่ จึงไม่สามารถเข้าทำประโยชน์ และถูกทิ้งร้างมานานกว่า 40 ปี

ภาพประกอบข่าว เปิดปม : ทุ่นระเบิดสังหาร

 

นางอำพรเล่าว่า พ.ศ.2520 กองทัพเขมรแดงเข้าโจมตีพื้นที่ อ.ตาพระยา ทางการจึงประกาศให้ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงนางอำพรอพยพออกจากพื้นที่ หลังจากเหตุการณ์นั้นราว 4-5 ปี เมื่อเหตุการณ์เริ่มสงบ นางอำพรกลับเข้าไปในพื้นที่ทำกินอีกครั้ง แต่พบว่าที่ดินของครอบครัวยังมีทุ่นระเบิดตกค้างอยู่จำนวนมาก

ที่รู้ก็เพราะว่ามีแนวรั้วลวดหนาม ประกอบกับทางการไทยก็แจ้งว่าไม่ให้เข้าไปเพราะน่าจะมีวัตถุระเบิดอยู่ ซึ่งก็เป็นจริงเพราะชาวบ้านบางคนเข้าไปก็โดนระเบิดจริงๆ

ปัจจุบันใน จ.สระแก้ว ยังเหลือพื้นที่ต้องสงสัยว่ามีทุ่นระเบิดตกค้างอยู่ 15 พื้นที่

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติระบุเป้าหมายใน พ.ศ. 2563 ไว้ว่าจะดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ อ.ตาพระยา ให้ได้จนหมด จากนั้นจึงจะดำเนินการเก็บกู้ในอำเภออื่น ๆ ของ จ.สระแก้วในปีต่อ ๆ ไป

ภาพประกอบข่าว เปิดปม : ทุ่นระเบิดสังหาร

 

พื้นที่สุดท้ายที่เจ้าหน้าที่จะเข้าดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหาร คือ พื้นที่ ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ เนื้อที่ 1,500,000 ตร.ม. ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาเขตแดนทับซ้อนรุนแรงที่สุดใน จ.สระแก้ว คาดว่าจะสามารถดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและปลดปล่อยพื้นที่ได้ทั้งหมดภายใน พ.ศ. 2566 ตามพันธกรณีที่ได้ให้ตามพันธกรณีที่ได้ให้ไว้ในอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล