กอร.ฉ.รับเอกสารจริงจ่อแบนเพจสำนักข่าว แต่ยังไม่สั่งปิด

การเมือง
12:13
จำนวนผู้ชม 1,351
กอร.ฉ.รับเอกสารจริงจ่อแบนเพจสำนักข่าว แต่ยังไม่สั่งปิด
กอร.ฉ.ยันคำสั่งที่ 4/2563 เป็นเอกสารจริง หลังได้รับรายงานว่า สื่อออนไลน์เสนอข่าวที่อาจมีความสับสนหรือปลุกปั่น จึงเสนอ กสทช.และดีอี ระงับการออกอากาศหรือลบเนื้อหา โดยขออำนาจศาล ยังไม่มีคำสั่งปิดสื่อ ยืนยัน กอร.ฉ.ไม่มีนโยบายจำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน

วันนี้ (19 ต.ค.2563) กองอำนวยการร่วมแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง (กอร.ฉ.) แถลงสถานการณ์การชุมนุมโดย  พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ระบุ ได้รับแจ้งจากหน่วยข่าวว่ามีการนำเสนอข้อมูลอันอาจจะเกิดความสับสน หรือปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบได้ จึงออกประกาศออกมา แต่ประกาศจะต้องให้หน่วยงาน กสทช. หรือ ดีอีเอส ไปพิจารณาข้อมูลข่าวสารที่ได้รับว่าทำผิดกฎหมายหรือไม่ หากทำผิดกฎหมายให้หน่วยงานนั้นๆ พิจารณาตามการบังคับใช้กฎหมาย

ภาพประกอบข่าว กอร.ฉ.รับเอกสารจริงจ่อแบนเพจสำนักข่าว แต่ยังไม่สั่งปิด


หากต้องการถอดบางข้อความ หรือระงับการออกอากาศ ต้องขออำนาจศาลต่อไป สำหรับประกาศฉบับนี้ออกมายังไม่ได้บังคับใช้ เนื่องจากต้องกำหนดขั้นตอน หลักเกณฑ์ปฏิบัติให้เป็นมาตรฐานต่อไป

กอร.ฉ.ไม่มีนโยบายหรือคำสั่งที่จะจำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อ และยังไม่มีการสั่งปิดสื่อ เป็นเพียงการจัดการข้อมูลข่าวสารที่มีปัญหาเป็นชิ้นๆ ไป

แต่งตั้ง ปลัดอีดีเอส นั่งประธาน คกก.บริหารจัดการสื่อ

พล.ต.ท.จารุวัฒน์ กล่าวอีกว่า วันนี้ได้มีคำสั่งแต่งตั้งกรรมการบริหารจัดการสื่อและข้อมูลข่าวสารในสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง มีหน้าที่จัดการข้อมูลข่าวสารที่ปรากฏทางสื่อมวลชน เอกสาร หรือข้อมูลข่าวสารทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือได้รับจากประชาชน ที่ไม่เหมาะสมและกระทบความมั่นคงประเทศ


นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่สืบสวน ตรวจสอบ ติดตามความเคลื่อนไหวของการสื่อสาร ข้อมูล ข่าวสาร หรือบุคคลที่มีการเผยแพร่ รวมทั้งส่งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่และระงับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ไม่เหมาะสม โดยจะกำหนดมาตรการเชิงรุกบังคับใช้กฎหมาย หรือให้เกิดความสงบเรียบร้อยในการใช้ข่าวสาร

ทั้งนี้ คณะกรรมการชุดนี้จะรวบรวมข้อมูลข่าวสาร และประชุมเวลา 10.00 น. โดยมีปลัดรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธาน เมื่อพบเป็นข้อมูลข่าวสารที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย หากเป็นบุคคลจะเรียกมาตักเตือน แต่หากพบผิดกฎหมายจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งความดำเนินคดี ส่วนเฟกนิวส์ให้หน่วยงานนั้นๆ ดำเนินการเช่นกัน

ดีอีเอสจ่อเอาผิดเผยแพร่-ส่งต่อข้อมูลผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

ขณะที่ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้ได้ติดตามข้อมูลจากใช้สื่อสังคมออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 14-18 ต.ค.ที่ผ่านมา พบผู้ใช้งานที่เข้าข่ายกระทำความผิดในทุกแพลตฟอร์ม จำนวน 300,000 URL สำหรับผู้ใช้รายได้ที่ยืนยันตัวตนได้ว่าเป็นใคร และพบการกระทำผิดจริง ปลัดกระทรวงดีอีเอสจะเริ่มเข้าแจ้งความดำเนินคดีตั้งแต่ช่วงบ่ายวันนี้

นายพุทธิพงษ์ ย้ำว่า ขอเตือนประชาชนที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในช่วงที่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ให้ระมัดระวัง ยืนยัน ดีอีเอสดำเินนการอย่างรอบคอบและมีข้อมูลหลักฐาน ระกอบ หากไม่ผิดหรือฝ่าฝืนข้อกฎหมายก็จะไม่ดำเนินคดี นอกจากนี้ ยังตรวจสอบพบสำนักข่าวบางสำนักเข้าข่ายกระทำผิดในสื่อสังคมออนไลน์ด้วย โดยในส่วนที่นำเสนอในสื่อสังคมออนไลน์ครั้งแรกอาจเป็นการเตือนก่อน แต่จะต้องแจ้งความดำเนินคดีด้วยเช่นกัน ส่วนที่นำเสนอในทีวีดิจิตอลนั้นจะมีการประสาน กสทช.ต่อไป 

เราไม่ได้ดำเนินคดีทุกคน หากไม่เข้าข้อกฎหมาย ก็ไม่ดำเนินคดี ยืนยัน ดีอีเอสดำเนินการอย่างรอบคอบมาก

เตรียมเอาผิดเพจไลฟ์เหตุเผชิญหน้า ตร.-ผู้ชุมนุม ซ้ำ

ด้าน พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษก ตร. ระบุว่า กรณีเฟกนิวส์ กอร.ฉ.ตรวจพบเพจเฟซบุ๊กไลฟ์เหตุการณ์การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ บริเวณแยกปทุมวัน เมื่อวันที่ 16 ต.ค. และไลฟ์ซ้ำวันที่ 17 ต.ค. เวลา 20.18 น. และวันที่ 18 ต.ค. เวลา 19.29 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการชุมนุม

ภาพประกอบข่าว กอร.ฉ.รับเอกสารจริงจ่อแบนเพจสำนักข่าว แต่ยังไม่สั่งปิด

 
การกระทำดังกล่าวเป็นลักษณะทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า เจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุมมีการเผชิญหน้า ทั้งที่ในข้อเท็จจริงไม่มีเหตุการณ์เหมือนที่ไลฟ์ จึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ กอร.ฉ.จะดำเนินคดีกับผู้ดูแลเพจเฟซบุ๊กต่อไป

เตือนประชาชนรับข้อมูลข่าวสารจากเว็บไซต์ราชการ และสำนักข่าวหลักที่ได้ตรวจสอบข้อมูลอย่างถี่ถ้วนและถูกต้องแล้ว

ประมวล 24 ชั่วโมง ชุมนุม 3 จุดหลัก กว่า 3 หมื่นคน 

ขณะที่ พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. ระบุว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีการชุมนุมใน 3 พื้นที่หลักใน กทม. คือ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และพื้นที่โดยรอบ มีผู้ชุมนุมประมาณ 12,000 - 14,000 คน พื้นที่ที่ 2 บริเวณพื้นที่สุขุมวิท แยกอโศก ถนนอโศกมนตรี มีผู้ชุมนุมประมาณ 2,000 คน ส่วนพื้นที่ที่ 3 ถนนสุขุมวิท ทั้งขาเข้าและขาออก ตั้งแต่แยกอุดมสุข ถึงแยกบางนา มีผู้ชุมนุมประมาณ 3,500 คน รวม 3 จุดมีชุมนุมประมาณ 30,000 คน โดย บช.น.ได้จัดเจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่จำนวน 12 กองร้อย

สำหรับการดำเนินการกับผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และความผิดอื่นๆ ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ตำรวจได้ควบคุมตัวนายชินวัตร จันทร์กระจ่าง ความผิดฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ตามหมายจับ และมีการอายัดตัวนายชินวัตร ข้อหากระทำให้ปรากฏแก้ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือด้วยวิธีอันใดที่ไม่ใช่การกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็น หรือติชมในทางสุจริตตามหมายจับศาลนนทบุรี

ส่วนคนที่ 2 ได้รับมอบตัว นพ.ทศพร เสรีรักษ์ ข้อหาร่วมกันฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ตามหมายจับศาลแขวงปทุมวัน ขณะนี้ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ไปผัดฟ้องฝากขังที่ศาลแขวงปทุมวัน

ภาพประกอบข่าว กอร.ฉ.รับเอกสารจริงจ่อแบนเพจสำนักข่าว แต่ยังไม่สั่งปิด


ทั้งนี้ มีผู้กระทำผิดและถูกจับกุมตัวจากการชุมนุมสะสม 74 คน ยืนยันจะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกคน ส่วนกรณีผู้ชุมนุมบริเวณ ซ.สุขุมวิท 103 ถึงแยกบางนา หลังประกาศยุติชุมนุมมีการขว้างปาสิ่งของ ทุบตี ทำให้ตู้ควบคุมไฟจราจรและไฟจราจรเสียหาย ขณะนี้ สน.บางนา ได้ขออนุมัติหมายจับต่อศาล