เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังวัคซีน COVID-19 ของบริษัทไฟเซอร์ บริษัทยายักษ์ใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งพัฒนาร่วมบริษัทบีออนเทคของเยอรมนี ได้รับการอนุมัติให้ใช้เป็นกรณีฉุกเฉินจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.ที่ผ่านมาตามเวลาในประเทศไทย โดยรถบรรทุกคันแรกเริ่มลำเลียงวัคซีนอกจากโรงงานของบริษัทไฟเซอร์ในรัฐมิชิแกน เพื่อนำไปแจกจ่ายตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วสหรัฐฯ มีขึ้นทั้งทางบกและอากาศ ซึ่งเป็นภารกิจงานยักษ์ โดยวัคซีนจะถูกแพ็คในที่จัดเก็บที่มีน้ำแข็งแห้งเพื่อรักษาอุณหภูมิ
มีรายงานว่า วัคซีน COVID-19 ที่ลำเลียงออกจากโรงงานของบริษัทไฟเซอร์ จะถูกส่งไปยังสถานที่ 145 แห่งในวันนี้ (14 ธ.ค.) และอีก 491 แห่งในวันพรุ่งนี้ (15 ธ.ค.) โดยการขนส่งวัคซีนในช่วงต้นจะครอบคลุมประชาชนประมาณ 3 ล้านคน ขณะที่การฉีดวัคซีนจะเริ่มขึ้นในวันนี้ และทางการสหรัฐฯ มีเป้าหมายจะฉีดวัคซีน COVID-19 ให้กับประชาชนมากกว่า 100 ล้านคน ภายในสิ้นเดือน มี.ค.2564

ปริมาณสั่งซื้อกับโอกาสเข้าถึงวัคซีน COVID-19
การบริหารจัดการวัคซีน COVID-19 กำลังถูกจับตาเป็นพิเศษ เมื่อแต่ละประเทศทยอยเปิดเผยข้อมูลการสั่งซื้อหรือจองวัคซีน ดูเหมือนว่ากลุ่มประเทศร่ำรวยจะสั่งซื้อวัคซีนได้เพียงพอ สวนทางกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและยากจนที่อาจจะทำให้การเข้าถึงวัคซีนล่าช้าออกไป
Bloomberg รวบรวมเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างผู้ผลิตวัคซีนและประเทศต่างทั่วโลก โดยจัดอันดับ 10 ประเทศแรกที่สั่งจองวัคซีนในปริมาณที่เพียงพอกับประชากรในประเทศ โดยอันดับ 1 คือ แคนาดา, อันดับ 2 สหราชอาณาจักร, อันดับ 3 ออสเตรเลีย, อันดับ 4 ออสเตรีย, อันดับ 5 เบลเยียม, อันดับ 6 บัลกาเรีย, อันดับ 7 โครเอเชีย, อันดับ 8 ไซปรัส, อันดับ 9 สาธารณรัฐเช็ก และอันดับ 10 เดนมาร์ก
ขณะที่สหรัฐอเมริกา อยู่ในอันดับที่ 32 ซึ่งโฆษกกระทรวงสุขภาพและบริการมนุษย์ของสหรัฐฯ ชี้แจงว่า สั่งจองวัคซีนกับ 6 บริษัทผู้ผลิต ซึ่งจะค่อยๆ ผลิต ค่อยๆ ฉีดจนเพียงพอสำหรับชาวอเมริกันในไตรมาส 2 ของปี 2564
ส่วนที่เกาหลีใต้จองวัคซีนไว้กับ 4 บริษัท คิดเป็นร้อยละ 88 ของประชากรทั้งประเทศ, อินเดีย จองวัคซีไว้กับ 3 เจ้าใหญ่ เพียงพอฉีดให้ร้อยละ 85 ของประชากร, ฮ่องกง เตรียมซื้อวัคซีนจาก 3 บริษัท 15 ล้านโดส เพียงพอสำหรับประชากร 7.5 ล้านคน, ญี่ปุ่น จองวัคซีนกับไฟเซอร์และบีออนเทค และแอสตราเซนเนเกา เพียงพอสำหรับประชากรร้อยละ 96
ขณะที่ไทย จองวัคซีนไว้กับแอสตราเซนเนกา 26 ล้านโดส พอสำหรับฉีดให้ร้อยละ 18 ของประชากร ส่วนการผลิตในประเทศของศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นชนิด mRNA มีประสิทธิภาพสูงและกำลังจะทดสอบในคนระยะที่ 3
นอกจากนี้ยังมีวัคซีนอีกหลายตัวที่อยู่ระหว่างคิดค้นและพัฒนา เช่น ของ สวทช., คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือแม้แต่ขององค์การเภสัชกรรม ซึ่งวัคซีนที่ไทยคิดค้นและผลิตได้เอง จะทำให้ลดการพึ่งพาวัคซีนจากต่างประเทศ และยังมีแผนเป็นฐานการผลิตและแจกจ่ายวัคซีนในภูมิภาคอีกด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
"เอฟดีเอ" อนุมัติใช้วัคซีน COVID-19 ของไฟเซอร์-บีออนเทค
แท็กที่เกี่ยวข้อง: