ACT เรียกร้องนายกฯ แก้ไข พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ ใหม่

การเมือง
16:11
จำนวนผู้ชม 373
Thai PBS
ACT เรียกร้องนายกฯ แก้ไข พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ ใหม่

วันนี้ (20 พ.ค.2564) องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ได้ออกจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.2540 โดยเนื้อหาในจดหมายระบุว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศย้ำต่อสาธารณชนให้ “การต่อต้านคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ”

ซึ่งนโยบายนี้จะสำเร็จได้ จำต้องเริ่มต้นด้วยการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐอย่างโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล แม้ว่าขณะนี้รัฐบาลได้เสนอร่างกฎหมายต่อรัฐสภาเพื่อแก้ไข พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.2540 แล้ว

แต่มีเสียงคัดค้านจากสังคมว่าแนวทางที่รัฐบาลเสนอนั้นไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ขัดกับแผนการปฏิรูปประเทศฯ และหลักสากล จนน่าเป็นห่วงว่าจะยิ่งทำให้ปัญหาความไม่โปร่งใสในภาครัฐกลับเลวร้ายลงกว่าเดิม

จัดเตรียมร่างกฎหมายใหม่ที่เหมาะสมไว้แล้ว

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ เห็นด้วยว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องแก้ไข พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการฯ ตามข้อเรียกร้องจากองค์กรสื่อมวลชน นักวิชาการ และภาคประชาชน

ซึ่งที่ผ่านมา ได้มีการศึกษาจัดเตรียมร่างกฎหมายใหม่ที่เหมาะสมไว้แล้ว โดยสภาปฏิรูปแห่งชาติ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศฯ

ACT ชง 2 ข้อเสนอ ต่อสู้กับปัญหาคอร์รัปชัน

แต่ทั้งหมดกลับไม่ถูกนำมาใช้โดยไม่ทราบสาเหตุ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ขอเป็นตัวแทนสังคมเรียนเสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรี ดังนี้

1. ควรนำร่างกฎหมายที่จัดทำไว้โดยสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศมาใช้ หรือตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดทำร่างกฎหมายขึ้นใหม่โดยมีตัวแทนจากประชาชน สื่อมวลชน และนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนที่สังคมยอมรับร่วมเป็นกรรมการด้วย เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายในสังคม

2. กฎหมายฉบับใหม่ต้องเคร่งครัดตามหลักการที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญฯ ข้อเสนอของสภาปฏิรูปแห่งชาติ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่ล้วนเห็นสอดคล้องกันแล้ว

ในตอนท้ายของจดหมายเปิดผนึก ยังระบุด้วยว่า วันนี้การต่อสู้กับปัญหาคอร์รัปชันและการแก้ไข พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการฯ จะเป็นอย่างไร คงขึ้นอยู่กับความเข้าใจและความตั้งใจจริงของนายกรัฐมนตรี ด้วยหวังว่าจะเกิดสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศไทย