วัคซีนสู้โควิด "แบบพ่นจมูก" สัญชาติไทย | Thai PBS News ข่าวไทยพีบีเอส

วัคซีนสู้โควิด "แบบพ่นจมูก" สัญชาติไทย

สังคม
6 ส.ค. 64
10:35
14,553
Logo Thai PBS
วัคซีนสู้โควิด "แบบพ่นจมูก" สัญชาติไทย
ความหวังเปลี่ยนเกมวิกฤต COVID-19 ด้วยวัคซีนแบบพ่นจมูก สัญชาติไทย กับ "ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา" ผู้เชี่ยวชาญไวรัสวิทยา ไบโอเทค สวทช.

ท่ามกลางวิกฤต COVID-19 ที่ยอดผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลายหน่วยงานเร่งวิจัยและพัฒนาวัคซีนซึ่งเป็นทางออกสำคัญในการแก้วิกฤตครั้งนี้ และขณะนี้ไทยกำลังมีความหวังใหม่ที่จะเข้ามาเปลี่ยนเกม COVID-19 ด้วยวัคซีนแบบพ่นจมูก 

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ(ไบโอเทค) ระบุว่า ก่อนหน้านี้ประสิทธิภาพวัคซีนป้องกัน COVID-19 ที่หลายคนได้ยินคือ "กันตายแต่ไม่กันติด" เพราะไวรัส COVID-19 เข้าสู่ร่างกายผ่านระบบทางเดินหายใจ


ขณะที่วัคซีนที่ฉีดทางกล้ามเนื้อจะไปกระตุ้นภูมิต้านทานหรือแอนติบอดี ชนิด ที-เซลล์ (T-cell) ในกระแสเลือดหรืออวัยวะต่าง ๆ และไม่ได้สร้างแอนติบอดีไปถึงบริเวณจมูกมากเพียงพอที่จะป้องกันไวรัสเข้าสู่ร่างกายได้ นวัตกรรมวัคซีนฉีดพ่นจมูกของทีม สวทช.จึงเกิดขึ้น 2 ชนิด

วัคซีนชนิด Adenovirus

วัคซีนตัวแรก คือ Adenovirus ที่มีการแสดงออกของโปรตีนสไปค์ (Spike) ออกแบบโดยการพ่นเข้าจมูกผ่านละอองฝอย ซึ่งวัคซีนนี้ได้ทุนวิจัยจากสถาบันวัคซีนแห่งชาติ โดยผลทดสอบหลังนำเชื้อ COVID-19 ฉีดในหนูทดลอง ที่ได้รับการพ่นวัคซีนแล้ว 2 เข็ม พบว่าหนูทดลองไม่มีอาการป่วย หรือตายใด ๆ ทั้งยังกินอาหารได้ปกติ และน้ำหนักไม่ลด


เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ ที่ฉีดวัคซีนเข้ากล้าม พบว่าหนูไม่มีอาการป่วย หรือตายเช่นกัน แต่มีน้ำหนักตัวลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ขณะนี้ทีมวิจัยอยู่ระหว่างดูข้อมูลปริมาณไวรัสที่อยู่ในปอดว่ามีมากน้อยเพียงใด เพื่อนำข้อมูลไปเสนอ อย.ขอนุมัติการทดสอบในมนุษย์เฟส 1 และ 2 ต่อไป


ทั้งนี้ สวทช.ได้ประสานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เพื่อจับมือทำการทดสอบในมนุษย์ พร้อมประสานบริษัทเอกชน KinGen BioTech ที่มีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน เพื่อนำวัคซีนไปใช้ทดสอบได้จริง คาดว่าจะมีข่าวดีภายในปีหน้า ส่วนผลงานวิจัยกำลังเร่งรวบรวมส่งเข้าตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ

วัคซีนชนิด Influenza virus

ส่วนวัคซีนตัวที่ 2 คือ Influenza virus ที่มีการแสดงออกของโปรตีน RBD ของสไปค์ (Spike) โดยตัดแต่งไวรัสไข้หวัดใหญ่ให้เชื้ออ่อนลง แล้วเพิ่มสารพันธุกรรม RBD ซึ่งเป็นส่วนที่จะสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสก่อโรค COVID-19 เข้าไป ดังนั้น ภูมิคุ้มกันในร่างกายจะสร้างขึ้นมา 2 แบบ คือ รู้จักกับ COVID-19 และไข้หวัดใหญ่


หลังทดสอบในหนูทดลอง พบว่า เมื่อนำเลือดของหนูทดลองมาดู ในปอดมีแอนติบอดีสูง ป้องกันการติดเชื้อในปอดได้ดี โดยผลการวิจัยเรื่องระดับภูมิคุ้มกันในหนูทดลองได้ตีพิมพ์ไปแล้ว ขณะนี้กำลังต่อคิวทดสอบประสิทธิภาพการคุ้มโรค COVID-19 โดยร่วมมือกับทีมองค์การเภสัชกรรม และ มีแผนจะออกมาทดสอบเป็นตัวต่อมา

ทำไมต้องเป็นวัคซีนพ่นจมูก

ดร.อนันต์ ยังได้กล่าวถึงความสำคัญของนวัตกรรมฉีดพ่นวัคซีนเข้าจมูกที่อาจจะมาเป็นตัวเปลี่ยนเกมวิกฤต COVID-19 ว่า เมื่อรับวัคซีนพ่นเข้าจมูกแล้วร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันในระบบเยื่อเมือกขึ้นที่บริเวณโพรงจมูก กรณีได้รับเชื้อ COVID-19 ก็จะมีภูมิคุ้มกันต่อต้านการติดเชื้อโดยตรง ส่งผลให้ไวรัสไม่สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ ป้องกันการติดเชื้อ การเกิดโรค ดังนั้น นวัตกรรมนี้อาจนำมาใช้แทนการฉีดวัคซีนเข้ากล้ามได้ในอนาคต

ไอเดียการใช้วัคซีนฉีด หรือ พ่นจมูก ไม่ใช่เรื่องใหม่ อย่างวัคซีนไข้หวัดใหญ่มีการใช้การฉีดพ่นมานานพอสมควร แต่ใช้กันไม่แพร่หลาย 

วัคซีนฉีดเข้ากล้ามผลิตง่ายกว่า ?

สำหรับวิกฤต COVID-19 ครั้งนี้ การฉีดวัคซีนเข้ากล้ามนำมาใช้ก่อน เพราะผลิตได้ง่ายกว่า และเป็นที่รู้จักของหลายคน ทำให้มีความมั่นใจต่อประสิทธิภาพ ส่วนการพ่นเข้าจมูก เป็นวิธีที่ค่อนข้างใหม่เมื่อเทียบกับวัคซีนรูปแบบอื่น แต่จากผลทดสอบก็เห็นความแตกต่างไม่มาก

ในหนูทดลองจะเห็นว่า หนูที่ได้รับวัคซีนเข้าจมูก สามารถป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 ได้ดี ซึ่งอาจจะเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มาก ๆ ในการนำมาปรับใช้กับ COVID-19 สายพันธุ์เดลตา ที่แพร่ได้เร็ว

โควิดจุดเปลี่ยนบทบาทนักวิจัยวัคซีนไทย

ดร.อนันต์ ระบุว่า การวิจัยและพัฒนาวัคซีนในประเทศไทยนั้น หากไปต่อสู้กับคนข้างนอกอาจถูกมองว่าช้า แต่หากต่อสู้กับตัวเองในอดีตถือว่าประเทศไทยพัฒนาไปได้ไวมาก จากประสบการณ์ที่ทำวัคซีนมา ในช่วงไข้หวัดใหญ่ 2019 ไทยวิจัยและพัฒนาวัคซีนสำเร็จในเวลาใกล้เคียงกับวัคซีนของ CDC สหรัฐอเมริกา แต่สุดท้าย คนไทยก็ได้ใช้วัคซีนของสหรัฐฯ

ปีนี้วัคซีนที่เราทำมาจะถึงมือคนไทยได้ใช้เอง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนบทบาทนักวิจัยวัคซีนไทยอย่างมีนัยยะสำคัญ มาตรฐานจาก 2-3 ปีที่แล้ว เราไม่เคยอยู่จุดนี้มาก่อน ในอนาคตมันจะไม่ช้าอีกต่อไป 
 

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง