“อนุทิน” หนุนข้อตกลงระหว่างประเทศ ประชุมสมัชชาอนามัยโลก สมัยพิเศษ

สังคม
20:20
จำนวนผู้ชม 296
“อนุทิน” หนุนข้อตกลงระหว่างประเทศ ประชุมสมัชชาอนามัยโลก สมัยพิเศษ
“อนุทิน” แสดงจุดยืนประเทศไทย สนับสนุนการมีข้อตกลงระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือใหม่ให้ทั่วโลกตอบโต้กับโรคระบาดอย่างมีประสิทธิภาพและเท่าเทียม ในการประชุมสมัชชาอนามัยโลกสมัยพิเศษ

วันนี้ (30 พ.ย.2564) น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เวลา 10.00 น. ตามเวลานครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข นำคณะผู้แทนจะประเทศไทย เข้าร่วมการประชุมสมัชชาอนามัยโลก สมัยพิเศษ เป็นวันที่ 2

การประชุมจัดขึ้น ณ สำนักงานใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) ในวันนี้ มีวาระสำคัญอยู่ที่การแสดงจุดยืนของประเทศสมาชิก WHO ต่อการจัดทำสนธิสัญญา (Treaty) หรืออนุสัญญา (Convention) หรือข้อตกลง (agreement) หรือ ตราสารระหว่างประเทศประเภทอื่น (international instrument) ว่าด้วยการเตรียมพร้อมและตอบสนองต่อการระบาดใหญ่ ที่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ

ภาพประกอบข่าว “อนุทิน” หนุนข้อตกลงระหว่างประเทศ ประชุมสมัชชาอนามัยโลก สมัยพิเศษ

 

ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ได้เป็นผู้แทนในการกล่าวถ้อยแถลงจุดยืนของประเทศไทย

นายอนุทิน กล่าวต่อที่ประชุมฯ ว่า การแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศทั่วโลก โดยไม่แบ่งแยกพรมแดน ระบอบการเมือง ไม่ว่าจะเป็นทุกประเทศทั้งร่ำรวยหรือยากจน ต่างได้รับผลกระทบ

ภาพประกอบข่าว “อนุทิน” หนุนข้อตกลงระหว่างประเทศ ประชุมสมัชชาอนามัยโลก สมัยพิเศษ

 

ทุกประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนา ควรมีบทบาทในการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยีและภูมิปัญญาของตนเอง ซึ่งการร่วมแบ่งปันองค์ความรู้เกี่ยวกับการตรวจจับและการจัดการเกี่ยวกับไวรัส COVID-19 สายพันธุ์ที่น่ากังวล เป็นแบบอย่างที่ดีของแอฟริกาใต้

ในไม่ช้า ทั่วโลกจะมีความรู้ที่ดีขึ้นในการจัดการกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ เพื่อผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

นายอนุทิน กล่าวว่า การระบาดใหญ่ของ COVID-19 แสดงถึงความต้องการการเปลี่ยนแปลงทางความคิดอย่างสิ้นเชิง เพื่อความอยู่รอดของมนุษยชาติ ซึ่งแนวคิดใหม่ที่สำคัญที่สุดคือ

การมีเครื่องมือที่มีผลผูกพันทางกฎหมายในระดับสากลที่หนักแน่นขึ้น ที่จะทำให้ความสามารถในการตรวจจับ ป้องกัน และตอบโต้โรคระบาดของแต่ละประเทศและทั่วโลก

มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ผ่านหลักวิทยาศาสตร์การแพทย์ บนพื้นฐานของการมีการมีส่วนร่วมทางสังคมและแนวทางสุขภาพหนึ่งเดียว