ไวรัลสุดล้ำ Coperni โชว์ฉีดสเปรย์เปลี่ยนเป็นชุดเดรสใน Paris Fashion Week

Logo Thai PBS
ไวรัลสุดล้ำ Coperni โชว์ฉีดสเปรย์เปลี่ยนเป็นชุดเดรสใน Paris Fashion Week
อ่านข่าวให้ฟัง
00:00อ่านข่าวให้ฟังโดย Botnoi Voice เว็บแอปพลิเคชันสำหรับสร้างเสียงจากข้อความด้วย AI (Text to Speech)

ไวรัลสุดล้ำ! โซเชียลแห่แชร์คลิป Coperni โชว์นวัตกรรมฉีดสเปรย์บนร่างนางแบบ ก่อนจะแห้งจนเปลี่ยนเป็นชุดเดรสบนรันเวย์ Paris Fashion Week นับเป็นอีกก้าวสำคัญของแฟชั่นแห่งอนาคต

กลายเป็นไวรัลในสื่อสังคมออนไลน์ทั้งในไทยและต่างประเทศ สำหรับการแสดงแฟชั่นโชว์ของแบรนด์ Coperni Spring Summer 2023 ใน Paris Fashion Week หลังนางแบบสาว Bella Hadid ปรากฏตัวบนรันเวย์ด้วยชุดชั้นในสีนู้ด ก่อนที่ร่างกายของเธอจะถูกฉีดด้วยสเปรย์แล้วเปลี่ยนไปเป็นชุดเดรสสุดล้ำภายในไม่กี่วินาที

คลิปวิดีโอดังกล่าวถูกเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์จากนิตยสารระดับโลกหลายหัว และสื่อมวลชนหลายสำนัก รวมถึงผู้ใช้เฟซบุ๊กและยูทูบที่ได้รีโพสต์ไว้ โดยแต่ละคลิปมียอดรับชมหลักแสนถึงหลักล้าน และมีการแชร์ต่อเป็นจำนวนมาก


โชว์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากนักออกแบบ ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ Manel Torres และทีมงานจาก Bioscience ในลอนดอนได้พัฒนานวัตกรรมสเปรย์ที่ประกอบด้วยเส้นใยฝ้าย และเส้นใยสังเคราะห์ ซึ่งจะระเหยทันทีที่สัมผัสร่างกายมนุษย์ นอกจากนี้ เมื่อถอดออกชุดดังกล่าวจะเปลี่ยนกลับไปเป็นสารละลายในภายหลัง และนำกลับมาทำชุดใหม่ได้อีกครั้ง


สำหรับแบรนด์ Coperni ก่อตั้งโดย Arnaud Vaillant และ Sébastien Meyer ในปี 2019 ซึ่งคำว่า Coperni มีความหมายเกี่ยวกับการก้าวข้ามขีดจำกัดของแฟชั่นด้วยนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ อีกทั้งชื่อแบรนด์ยังถูกตั้งชื่อตาม Copernicus นักดาราศาสตร์ยุค Renaissance ดังนั้นจึงได้รับแรงบันดาลใจจากวิทยาศาสตร์ ความก้าวหน้า นวัตกรรม และเทคโนโลยี 


Meyer บอกว่า Vogue Business ว่า หน้าที่ของนักออกแบบ คือ การลองสิ่งใหม่ ๆ และแสดงอนาคตที่เป็นไปได้ ขณะที่ The New York Times รายงานว่า ชุดเดรสตัวนี้ดูราวกับเป็นผ้าไหมหรือผ้าฝ้าย แต่เมื่อสัมผัสแล้วกลับรู้สึกนุ่มและยืดหยุ่นได้

การนำนวัตกรรมมาปรับใช้กับแฟชั่นโชว์เป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว โดยในปี 1999 Alexander McQueen ได้จัดแสดงโชว์โดยนางแบบสาว Shalom Harlow ถูกพ่นสีใส่ชุดราตรีสีขาวบนรันเวย์ด้วยเครื่องจักรพ่นสีรถยนต์มาแล้ว นับเป็นสีสันที่ทำให้ผู้ชมตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก

ที่มา : ELLE UK, Vogue Business, The New York Times 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวสำหรับคุณ

เรื่องที่คุณอาจจะสนใจ