"Narcissistic" คลั่งรัก-หลงตัวเอง โรคร้ายทำลายทุกคน | Thai PBS News ข่าวไทยพีบีเอส

"Narcissistic" คลั่งรัก-หลงตัวเอง โรคร้ายทำลายทุกคน

ไลฟ์สไตล์
8 ก.พ. 67
20:05
624
Logo Thai PBS
"Narcissistic" คลั่งรัก-หลงตัวเอง โรคร้ายทำลายทุกคน
อ่านให้ฟัง
00:00อ่านข่าวให้ฟังโดย Botnoi Voice เว็บแอปพลิเคชันสำหรับสร้างเสียงจากข้อความด้วย AI (Text to Speech)
"หลงตัวเอง" โรคบุคลิกภาพผิดปกติชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีลักษณะยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง รักการถูกชื่นชม ขาดความเห็นใจผู้อื่น Narcissistic ตำนานกรีกโบราณระบุมาจาก "นาร์ซิสซัส" พรานหนุ่มผู้หลงรักตัวเอง ลองสำรวจดูว่า ใครบ้างเข้าข่ายคลั่งรักตัวเองจนเกินไป

โรคหลงตัวเอง Narcissistic Personality Disorder (NPD) เป็นความผิดปกติทางบุคลิกภาพที่ส่งผลต่อพฤติกรรมผิดปกติในระยะยาว ผู้ป่วยมักแสดงออกว่าเป็นคนที่เชื่อมั่นในตัวเองสูง ไม่ยอมรับผู้อื่น ก่อให้เกิดพฤติกรรมต่อต้านสังคม เช่น ชอบโอ้อวด เรียกร้องความสนใจ ดูถูกดูแคลนผู้อื่น ไม่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และบังคับผู้อื่นให้ทำตามสิ่งที่ตนต้องการ โดยสาเหตุคาดว่ามาจากปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่หล่อหลอมตัวตนตั้งแต่เด็ก 

รักตัวเอง หรือ หลงตัวเอง

มีเส้นกั้นบางๆ ระหว่าง "โรคหลงตัวเอง" กับ "การรักตัวเอง" โดยที่ ผู้ป่วยโรคหลงตัวเอง มักให้ความสำคัญกับตนเอง มากกว่า ผู้อื่น ไม่เอาใจใส่ความรู้สึกหรือความต้องการของคนรอบข้าง รวมถึงคาดหวังว่าตนเองจะได้รับการปฏิบัติที่เหนือกว่า โดยไม่คำนึงถึงสถานะความสำเร็จที่แท้จริงของตน นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคนี้มักมีอาการอัตตาอ่อนแอ (Fragile Ego) คือไม่สามารถทนต่อคำวิจารณ์ของคนอื่น และ มักดูถูกคนอื่นเพื่อให้รู้สึกว่าตนเหนือกว่า เช่น

  • การได้รับการยอมรับ
    • ผู้ที่ รักตัวเอง จะมีความรู้สึกนับถือตัวเองมากเพียงพออยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องได้รับการยอมรับจากผู้อื่น
    • ผู้ที่ หลงตัวเอง ต้องการเป็นที่ยอมรับและจดจำจากผู้อื่น หากไม่มีคนคอยชม พวกเขาก็จะไม่พยายามทำอะไรเลย
  • การยอมรับข้อบกพร่อง
    • ผู้ที่ รักตัวเอง จะสามารถยอมรับข้อผิดพลาดและข้อบกพร่องของตัวเองได้ และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัว
    • ผู้ที่ หลงตัวเอง จะไม่ยอมรับว่าตัวเองมีข้อบกพร่อง จะคิดว่าตัวเองสมบูรณ์แบบที่สุด
  • การรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่น
    • ผู้ที่ รักตัวเอง จะสามารถรับรู้และเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นได้ ทำให้สามารถเห็นอกเห็นใจ ให้คำแนะนำผู้อื่นได้อย่างจริงใจ
    • ผู้ที่ หลงตัวเอง จะไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่น ไม่มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ และอาจจะแกล้งทำเป็นเห็นใจผู้อื่น
  • การยอมรับความสามารถของผู้อื่น
    • ผู้ที่ รักตัวเอง นั้นแม้ว่าจะมีความนับถือตนเองสูง แต่ก็สามารถยอมรับในความสามารถของผู้อื่นได้ และรู้สึกยินดีเมื่อผู้อื่นประสบความสำเร็จ
    • ผู้ที่ หลงตัวเอง จะไม่ได้มองผู้อื่นมีคุณค่า แต่จะดูแค่ว่าใครมีประโยชน์กับตนเองบ้าง ส่วนคนอื่นนั้นไร้ค่าและไม่ควรเสียเวลาไปยุ่งด้วย

เช็กอาการเข้าข่าย "หลงตัวเอง" หรือไม่ 

คู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิตโดยสมาคมจิตเวชศาสตร์สหรัฐอเมริกา ระบุว่าบุคคลที่เป็น "โรคหลงตัวเอง" มักมีอาการบางข้อหรือทุกข้อต่อไปนี้

  • บูชาวัตถุ โอ้อวดตนเองผ่านวัตถุต่างๆ เช่น การใช้ของราคาแพง หรือ ของทันสมัย เพื่อให้ตัวเองรู้สึกอยู่เหนือคนอื่น
  • ลุ่มหลงในรูปลักษณ์และเสน่ห์ของตนเอง 
  • จินตนาการว่าตัวเองมีอำนาจ ประสบความสำเร็จ ฉลาด มีเสน่ห์ มากกว่าคนอื่น
  • จินตนาการว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ อยู่คนละระดับกับคนอื่น รู้จักหรือเกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีชื่อเสียง หรือจินตนาการว่าตนเองเป็นคนมีชื่อเสียงเสียเอง 
  • ต้องการให้คนอื่นชื่นชมตลอดเวลา ชอบทำให้ตนเองเป็นศูนย์กลางในสังคม
  • รู้สึกว่าตนเองต้องได้รับการปฏิบัติแบบพิเศษจากคนอื่น
  • เอาเปรียบผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง
  • ไม่มีความเข้าใจ ความรู้สึก ความต้องการ และความจำเป็นของคนอื่น
  • อิจฉาผู้อื่นและเชื่อว่าผู้อื่นก็อิจฉาตนเองเช่นกัน
  • มีพฤติกรรมดื้อรั้น ทนไม่ได้กับการถูกวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ฟังคำเตือนจากคนอื่น
  • แต่ต้องการให้ผู้อื่นเชื่อฟังคำเตือนจากตนเอง
  • มีความคิดหรือพฤติกรรมที่เย่อหยิ่ง จองหอง ไม่ยินดีกับความสำเร็จของคนอื่น  
  • คบกับใครไม่ได้นาน อยู่ร่วมกับคนอื่นยาก ระแวงว่ามีแต่คนอิจฉาตนเองเสมอ
  • ตอบโต้คนอื่นด้วยความโกรธ และพยายามดูถูกคนอื่นเพื่อทำให้ตนเองดูเหนือกว่า
  • เล่นบท "เหยื่อ" เพื่อให้คนรอบข้างรู้สึกสงสาร เพื่อให้ได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

"หลงตัวเอง" ผลพวง "พ่อแม่รังแกฉัน"

นักพฤติกรรมศาสตร์เชื่อว่า ปัจจัยทางสภาพแวดล้อมและสังคมมีส่วนก่อให้เกิด "โรคหลงตัวเอง" ผู้ป่วยมักขาดความรักความเอาใจใส่ในวัยเด็ก พ่อแม่เลี้ยงดูอย่างละเลย เด็้กรู้สึกโดดเดี่ยว ถูกปฏิเสธบ่อยๆ ทำให้บุคลิกภาพแบบหลงตนเองพัฒนาขึ้นเพื่อป้องกันตนเองจากความรู้สึกสูญเสีย ถูกทอดทิ้ง ส่งผลให้เป็นคนหวาดกลัวกับการมีความสัมพันธ์กับคนอื่น เลือกที่จะไม่สนใจและเพิกเฉยต่อคนอื่น เชื่อว่าตนเองเท่านั้นที่สามารถเชื่อถือได้ ส่วนคนอื่นนั้นเชื่อใจและไว้ใจไม่ได้ 

และยังมีอีกแนวคิดหนึ่งที่ว่า "โรคหลงตนเอง" เกิดจากครอบครัวที่ให้คุณค่ากับเด็กสูงเกินไป เด็กถูกเลี้ยงดูอย่างเอาใจใส่และปกป้องจากพ่อแม่มากเกินไป ราวกับว่าตนเป็นคนพิเศษ ความรักของพ่อและแม่ที่มีต่อเด็ก ทำให้เด็กคิดว่าตนเป็นที่สนใจ เป็นที่รักของพ่อแม่และบุคคลรอบข้าง และรู้สึกว่าตนเองเป็นบุคคลที่สมบูรณ์แบบ เด็กจึงหลงตนเอง

ผู้ที่มีอาการป่วยหลงตัวเอง จะคนที่น่าสงสารมาก เพราะจิตใจผู้ป่วยจะมืดบอด ไม่ยอมมองไม่เห็นข้อผิดพลาดของตัวเอง อาจทำให้เห็นภาพบางอย่างผิดเพี้ยนไป และลุกลามจนไม่เกิดการปรับปรุง แก้ไข พัฒนาตัวเอง ทั้งยังส่งพลังงานด้านลบให้กับคนรอบข้าง ส่งผลให้คนรอบข้างไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย

ไม่อยาก "หลงตัวเอง" ต้อง "รักคนอื่นให้เป็น"

ผู้ป่วยบางคนไม่รู้ว่าตัวเองมีความผิดปกติทางด้านจิตใจที่แฝงอยู่ จึงพลาดโอกาสในการเข้ารับการรักษา และได้รับคำแนะนำจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา ซึ่งในอนาคตอาจพัฒนาอาการป่วยในระดับขั้นที่อยู่ในภาวะป่วยด้วยโรคซึมเศร้า

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มียาเฉพาะทางเพื่อบำบัดผู้ป่วยที่มีอาการ การรักษาหลักจึงทำโดยใช้วิธีจิตบำบัดหรือบำบัดด้วยการพูดคุย เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเปิดใจ ให้โอกาสตนเองและคนอื่น ให้เข้าใจโลกแห่งความเป็นจริงให้มากขึ้น ผู้ป่วยต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับและปรับตัวในด้านต่างๆ เช่น

  • ยอมรับความสามารถของตนเองตามความเป็นจริง
  • มีปฏิสัมพันธ์-กล้าทำงานร่วมกับผู้อื่นให้ได้
  • เพิ่มศักยภาพการรับคำวิจารณ์หรือความล้มเหลว
  • รู้เท่าทันอารมณ์ พยายามควบคุมอารมณ์ของตนเองให้ได้
  • เข้าใจและยอมรับผลกระทบของปัญหาที่มาจากความมั่นใจที่มากเกินไปของตนเอง
  • ลดการไม่ไว้วางใจ และการเหยียดหยามผู้อื่น
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ป่วยต้องยอมรับให้ได้ว่า ตนเองกำลังเผชิญอาการป่วยและต้องได้รับการรักษา เมื่อเข้าสู่กระบวนการรักษา ก็ต้องเปิดใจให้เต็มที่ รวมถึงคนรอบข้างต้องคอยเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วยเช่นกัน

ต้องหนีแบบไหนให้ไกล "คนหลงตัวเอง"  

ผู้ป่วยที่ไม่ยอมรับว่าตนเองกำลังเข้าข่าย "โรคหลงตัวเอง" มักจะส่งคลื่นพลังงานลบออกมาจนทำให้คนรอบข้างรับรู้ วิธีรับมือต้องเริ่มที่ตัวเอง การเผชิญหน้ากับผู้ที่หลงตัวเองหรือคลั่งรักในตัวเองมากๆ อาจยิ่งทำให้ความสัมพันธ์แย่ลงได้

  • หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า นี่ไม่ใช่การหนี! แต่เป็นวิธีที่ชาญฉลาดที่ทำให้ตัวเราเองไม่ต้องเผชิญกับพลังงานลบจากเพื่อนร่วมงานที่หลงตัวเอง
  • มีหลักฐานทุกครั้ง ที่ต้องทำงานร่วมกัน เพราะพฤติกรรมการโทษผู้อื่น ไม่ยอมรับในความผิดพลาดของนักคลั่งรักแต่ตัวเองนั้น อาจเป็นมีดที่กลับมาแทงตัวเราเองเพียงคนเดียวได้ 
  • กำหนดขอบเขตให้ตัวเอง เมื่อเริ่มเห็นพฤติกรรมด้านลบของคนหลงตัวเอง ให้บอกตัวเองถอยออกมา หรือ ตัดสินใจบอกเพื่อนร่วมงานไปว่า เขาทำให้เรามีความกังวลกับพฤติกรรมของเขา อย่าอดทนจนเกินไป จะทำให้เรากลายเป็น "เหยื่อ" ของเขาโดยไม่รู้ตัวและสร้างความเครียดให้กับตัวเองได้  

นาร์ซิสซัส (Narcissus) พรานหนุ่มผู้หลงรัก "แต่ตัวเอง"

"เอคโค" นางไม้ตนหนึ่งที่ตกหลุมรักพรานหนุ่ม "นาร์ซิสซัส" ตั้งแต่แรกเห็น แต่เอคโคถูกสาปให้พูดไม่ได้ ทำได้ส่งเสียงสะท้อนตามคำพูดสุดท้ายของผู้อื่น ทำให้นาร์ซิสซัสรำคาญจึงไล่นางออกไป เอคโคเสียใจร้องไห้จนตรอมใจตาย เรื่องราวทั้งหมดอยู่ภายใต้การเฝ้ามองของเทพีแห่งความรัก "เทพีอะโฟรไดต์" จึงโกรธนาร์ซิสซัสที่ไม่เห็นคุณค่าความรักของผู้อื่น

อ่าน : "นาร์ซิสซัส" ชายต้องคำสาปให้รักแต่ตัวเอง

เทพีอะโฟรไดต์ ได้สาปให้นาร์ซิสซัสต้องหลงรัก "คนแรก" ที่ตัวเองเห็น ขณะที่เขากำลังวักน้ำดื่มในลำธารก็เห็นเงาของตัวเองในน้ำ นาร์ซิสซัสจึงต้องคำสาปในทันที หลังจากนั้นก็ไม่ยอมลุกไปไหน เฝ้ามองแต่เงาของตัวเองในน้ำ จนกระทั่งเสียชีวิต ณ ลำธารแห่งนั้นในที่สุด และร่างของนาร์ซิสซัสก็กลายเป็น "ดอกนาร์ซิสซัส" ดอกไม้ป่าสีเหลืองสลับขาวที่มักขึ้นอยู่ริมลำธาร

อ่านข่าวอื่น :

 ไม่พลิกโผ "มาดามแป้ง" นั่งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอล คนใหม่

 "บิ๊กอ๊อด" วางมือไม่ลงชิงนายกฯ สมาคมฟุตบอลหนุน "มาดามแป้ง"

ที่มา : เฮลโหลคุณหมอ, คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รพ.กลาง สำนักการแพทย์ กทม., พบแพทย์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง