เปิดลายแทงฉบับ "ลุงตู่" แก้พิษฝุ่นเมือง-ข้ามแดน ต้องเสี่ยงขัดแย้ง

สิ่งแวดล้อม
18:14
จำนวนผู้ชม 1,080
เปิดลายแทงฉบับ "ลุงตู่" แก้พิษฝุ่นเมือง-ข้ามแดน ต้องเสี่ยงขัดแย้ง
Botnoi Voice

ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึม ของ ควัน ฝุ่น PM 2.5 และหมอกที่ปกคลุมบนท้องฟ้าประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงกลางเดือน ม.ค.2568-ปัจจุบัน ในระดับแดงเดือดทั่วทุกภูมิภาค โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ปริมณฑล บางจังหวัดมลพิษฝุ่นเข้มข้นถึงขั้นทะลุสีม่วง เข้าสู่คุณภาพอากาศเป็นพิษ ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน

แม้การสั่งปิดโรงเรียน และการให้บริการใช้รถเมล์ รถไฟฟ้าฟรี หรือการรณรงค์ไม่ใช้รถยนต์ จะไม่ใช่มาตรการหลักในการแก้ปัญหาให้คนเมืองหลวง แต่ดูเหมือนรัฐบาลก็ไม่ได้ทางเลือกอื่นมากนัก ขณะที่คำสั่งห้ามเผาไร่อ้อย นาข้าว ก่อนจะถึงช่วงฤดูหว่านไถของเกษตรกร อีกทั้งยังมี ฝุ่น ควัน ข้ามพรมแดนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาสมทบ การแก้ปัญหานี้จึงไม่ต่างจาก “ลิงวิ่งแก้แห”

ภาพประกอบข่าว เปิดลายแทงฉบับ

หากเป็นเช่นนั้น การแก้ไขปัญหาหมอกควัน ฝุ่น PM 2.5 ควรเป็นอย่างไร หากคนไทยยังต้องใช้ชีวิตเผชิญกับฝุ่นพิษ อย่างน้อยอีก 3 เดือน จนกว่าฤดูกาลจะสิ้นสุดลงในเดือน เม.ย.นี้

รัฐบาลแพทองธาร “ลิงแก้แห” ปัญหาฝุ่น PM2.5

แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ส่งสัญญาณข้ามแดนจากเมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ให้แก้ปัญหาฝุ่นพิษเมืองในช่วงพีคสูงสุด ทำเอา ครม.ที่อยู่ต้องงัดมาตรการต่าง ๆ มาใช้ กระทรวงคมนาคมทุ่ม 140 ล้านบาท ชดเชยให้ รถเมล์ รถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการฟรี กระทรวงมหาดไทย สั่งห้ามเผาไร่อ้อย นาข้าว และยังขู่โยกผู้ว่าราชการจังหวัดทันที หากพบพื้นที่ใดฝ่าฝืน

“เราเตรียมมาตรการ ตั้งแต่ก่อนปีใหม่ ช่วงเดือน พ.ย.2567 ว่า มาตรการจะออกมาอย่างไร หากเผาจะถูกปรับอย่างไร มีหมดแล้ว ด้านอุตสาหกรรม การเผาลดน้อยลงมากจากปีที่แล้ว แต่ฝุ่นเป็นเรื่องของการสะสมมาเป็นระยะเวลานาน” แพทองธาร ระบุ เมื่อวันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา

พร้อมงัด 6 มาตรการด่วน สู้ฝุ่นเร่งด่วน ทั้ง การปิดโรงเรียน WFH คุมรถบรรทุกเข้า กทม.ชั้นใน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น รวมถึงมาตรการระยะยาวในการยกระดับฝุ่นพิษเป็น “วาระแห่งชาติ” ก่อนที่ นายกฯ จะย้ำภายหลังว่า ...คือ ปัญหาของกลุ่มประเทศอาเซียนที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกประเทศ

ภาพประกอบข่าว เปิดลายแทงฉบับ

และวันนี้ (28 ม.ค.2568) “แพทองธาร” จึงนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานการประชุม สั่งการให้แต่ละกระทรวงฯ แก้ไขปัญหา ฝุ่น หมอกควัน และ PM 2.5 

ทั้งนี้ ครม. ได้อนุมัติงบกลางในปี 2568 ภายใต้มาตรการรับบริการไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละออง พ.ศ. 2568 วงเงินรวมทั้งสิ้น 620 ล้านบาท 

เปิดลายแทงรัฐบาลยุค “ลุงตู่” หาต้นตอ PM 2.5

เมื่อปี 7 ปีที่แล้ว รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี (สบนร.) โดยคณะทำงานวิชาการเฉพาะกิจ จัดทําข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารจัดการไฟป่า และการเผาในที่โล่งเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5

พร้อมเปิดเผยผลรายงานสถานการณ์และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับการเผา ในที่โล่งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านระหว่างประเทศ พ.ศ.2562 – 2564 หลายประเด็นน่าสนใจ ทั้งข้อเสนอในและนอกประเทศ โดยเฉพาะกรอบความตกลงอาเซียนว่าด้วย มลพิษจากหมอกควันข้ามแดน (ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution)

ภาพประกอบข่าว เปิดลายแทงฉบับ

สำหรับข้อมูลจากการศึกษาฯ ในประเทศ พบว่า การเผาในที่โล่ง ไฟป่า การเผาในภาคเกษตร การเผาในที่โล่งประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลกระทบต่อฝุ่น PM 2.5 ในประเทศไทย การเผาฟางและตอซังข้าว คือ ต้นเหตุของมลพิษทางอากาศจากภาคเกษตรกรรมสูงสุด ขณะที่อ้อยมีสัดส่วนน้อยกว่า ซึ่งเผาซังตอข้าวเกิดขึ้นในกระบวนการเตรียมแปลงปลูก

จังหวัดที่มีการเผาซังตอข้าว 5 อันดับแรก อยู่ในภาคกลางและอีสาน คือ จ.นครสวรรค์ , พิจิตร , ร้อยเอ็ด นครราชสีมา และพิษณุโลก ทั้งนี้ ข้าวมีพื้นที่เผาไหม้ซ้ำซากมากกว่าอ้อยถึง 12 เท่า และมีน้ำหนักเชื้อเพลิงรวมกันมากกว่าอ้อยถึง 5 เท่า และมีระดับความเข้มข้นต่อไร่ของเขม่าดำ ซึ่งมี PM 10 สูงกว่าอ้อย

โดยพื้นที่เพาะปลูกข้าวมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 50 ของการเผากลุ่มพืชเกษตร ในไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวรวม 60.7ล้านไร่ และมีเกษตรกรที่เกี่ยวข้อง 4 ล้านครัวเรือน การเผาแปลงข้าวจึงกลายเป็นปัญหาใหญ่ของการเผาในที่โล่งของประเทศ

ภาพประกอบข่าว เปิดลายแทงฉบับ

ส่วนในลาวพบ ตั้งแต่ปี 2562 มีการเผาไร่เพื่อปลูกข้าวโพดอย่างก้าวกระโดด แนวตะเข็บชายแดนไทย-ลาว ที่แขวงไชยบุรีบริเวณตรงข้าม จ.พะเยา น่าน และ เลย ส่วนฝั่งเมียนมาบริเวณแม่น้ำสาละวินตลอดแนวชายแดน พบการเผาไร่ข้าวโพด ตรงข้าม ต.วาเล่ย์ อ.พบพระ จ.ตาก และต้องติดตามว่า พื้นที่ผลผลิตของทั้งสองประเทศ ถูกส่งเข้ามาในไทยหรือไม่

นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ป่าที่เกิดปัญหา ไฟไหม้ซ้ำซากมากกว่า 5 ครั้งในรอบ 10 ปี และเป็นผืนป่าอนุรักษ์ที่มีขนาดใหญ่ ตั้งแต่ 1 แสนไร่ ถึง 11 แห่ง ในภาคเหนือและภาคตะวันตก เช่น ป่าสาละวิน ลุ่มน้ำปาย แม่ตื่น เขื่อนศรีนครินทร์ ออบหลวง อมก๋อย แม่วะ ห้วยน้ำดัง ห้วยขาแข้ง และศรีน่าน

หมอกข้ามแดน-เผาที่โล่ง ปัญหา "อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง"

การเผาในที่โล่งในเพื่อนบ้านที่ส่งผลกระทบต่อปัญหา PM 2.5 ข้ามแดนในไทย นอกจาก ลาว กัมพูชา แล้วคณะทำงานฯ ได้ประมวลข้อมูลเกี่ยวกับมิติหมอกควันข้ามแดนอันเกิดจากการเผาในพื้นที่โล่งในกลุ่มประเทศในพื้นที่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ระหว่างปี 2546-2563 โดย GISTDA และข้อมูลการเคลื่อนตัวทางอุตุนิยมวิทยาของลมโดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ พบข้อมูลน่าสนใจ

ภาพประกอบข่าว เปิดลายแทงฉบับ

ในช่วงระหว่างเดือน ม.ค.-ก.พ. จะมีการสะสมของฝุ่น PM 2.5 กรุงเทพและปริมณฑล ภาคกลางตอนบน โดยลมท้องถิ่นมีการสอบรวมของลมที่พัดผ่านภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และจากกัมพูชาเข้ามา ทำให้ กทม.และปริมณฑล และจังหวัดต่าง ๆ ในภาคตะวันออกมีแนวโน้มความเข้มข้นของฝุ่น PM 2.5 เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ข้อเท็จจริงนี้ตรงกับข้อมูลความหนาแน่นของจุดความร้อนในกัมพูชาที่เพิ่มขึ้นทวีคูณตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. จะมีการสะสมของฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพ จะมีฝุ่นควันที่ลอยมาจากกัมพูชา ภาคเหนือจะมาจากเมียนมาและลาว โดยพบกลุ่มควันที่ลอยมาจากไฟป่าพรุจากเกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย เห็นได้ชัดจากภาพถ่ายดาวเทียม แต่ฝุ่นควันอินโดฯ ไม่กระทบต่อไทยมากนัก

ช่วงที่สอง ระหว่างเดือน มี.ค.-เม.ย. พบความหนาแน่นของจุดความร้อนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในลาวเหนือ เมื่อลมท้องถิ่นพัดขึ้นจากภาคกลางไปสอบรวมกับลมตะวันออกเฉียงเหนือเกิดเป็นบริเวณชะงักของลมเหนือบริเวณรอยต่อ เมียนมา-ไทย-ลาว เกิดฝุ่น PM 2.5 สะสมใน จ.เชียงราย พะเยา และ น่าน

รองลงมา คือ จังหวัดที่ติดกับประเทศลาวต่างๆ ๆ และจังหวัดในภาคกลางโดยมีแนวโน้มความเข้มข้นที่ อุบลราชธานีมีการเพิ่มขึ้นจากความหนาแน่นของจุดความร้อนในลาวใต้และกัมพูชา
ภาพประกอบข่าว เปิดลายแทงฉบับ

ส่วนจุดความร้อนในพื้นที่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (ตอนบนของไทย ตอนบนของ สปป.ลาว และรัฐฉานของเมียนมา) ปี 2558-2561 และ 2563 พบจุดความร้อนมากที่สุดในพื้นที่ป่าผลัดใบ และในปี 2562 พบจุดความร้อนมากที่สุดในพื้นที่ปลูกข้าวโพด

ที่ลาว พบมีการเผาข้าวโพดเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ 2562 เป็นต้นมา ในแขวงไชยบุรี และหลวงพระบาง และตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-เมียนมา ด้านนอก อ.พบพระ

"อาเซียน" ต้องกล้าขัดแย้ง แก้ปัญหา "ควันข้ามแดน"

แม้ไทยจะลงนามในข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน (ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution) ตั้งแต่ปี 2545 มีจุดประสงค์เพื่อลดหมอกพิษในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่อยู่บนหลักความสมัครใจและไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ

จึงทำให้ไทยและประเทศเพื่อนบ้านมักหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง แทนที่จะเจรจาและร่วมมือกันบนพื้นฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม
ภาพประกอบข่าว เปิดลายแทงฉบับ

คณะทำงานฯ จึงมีข้อเสนอว่า การเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมของกลุ่มสมาชิกบนพื้นฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เนื่องจากเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์และสามารถพิสูจน์ รัฐบาลไทยจึงอาจเล่นบทบาทนำในการส่งเสริม การแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องการเผาในที่โล่งกับประเทศเพื่อนบ้าน

และมีการเฝ้าติดตามจำนวนจุดความร้อนในชายแดนให้ต่อเนื่องและใกล้ชิด เพื่อประมวลและวิเคราะห์สถานการณ์ และผลการดำเนินการของแต่ละประเทศ ควบคู่กับกลไกระดับประเทศในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี

  • มาตรการการป้องกัน (Preventive Measures)
  • กลไกการติดตามและเฝ้าระวังระดับภูมิภาค (Regional Monitoring Mechanisms)
  • การเพิ่มความสามารถในการต่อสู้กับไฟ (Fire Fighting Capacity)
  • นโยบายการเผาเป็นศูนย์ (Zero Burning Policy)
ภาพประกอบข่าว เปิดลายแทงฉบับ

อย่างไรก็ตาม สำหรับไทยกฎหมายภายในประเทศ ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อการจัดการปัญหาคุณภาพอากาศ หรือ การเผาพื้นที่ป่าไม้ภายในประเทศเท่านั้น โดยไม่สามารถบังคับถึงประเทศต้นทางที่สร้างมลพิษทางอากาศได้

ขณะที่กฎบัตรสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุตอนหนึ่งว่า “เคารพความสำคัญพื้นฐานของมิตรภาพและความร่วมมือ และหลักการแห่งอธิปไตย”

จึงทำให้อาเซียนมักหลีกเลี่ยงข้อขัดแย้ง แทนที่จะใช้กลไกแก้ไขข้อพิพาทที่มีการเจรจาต่อรองบนพื้นฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

อ่านข่าว :

อัปเดต! ข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีแก้ฝุ่น "ตาก-กาญจนบุรี" เผาหนัก

"นฤมล" แจงตัดงบฝนหลวง-ยันคงภารกิจลด PM 2.5

ครม.เทงบ 620 ล้านบาทแก้ไฟป่า หมอกควัน ฝุ่นละออง