เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวหลังประกาศนโยบายทางภาษีระลอกใหม่ ย้ำว่าทุกอย่างกำลังไปได้สวย รายได้กำลังเข้าประเทศอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน ทุกอย่างกำลังจะบูม ทั้งตลาด ตลาดหุ้น ประเทศและอื่นๆ ขณะนี้เหมือนกับคนไข้ในโรงพยาบาลที่เข้ารับการผ่าตัด เป็นเรื่องใหญ่ แต่ผลลัพธ์จะออกมาดี
สำหรับนโยบายภาษีระลอกใหม่นี้ สหรัฐฯ จะเก็บภาษีนำเข้าจากทุกประเทศในอัตราขั้นต่ำร้อยละ 10 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 5 เม.ย.นี้ ส่วนมาตรการภาษีตอบโต้แบบรายประเทศในอัตราที่สูงกว่า จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 เม.ย.เป็นต้นไป
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดิ่งลงต่ำสุดนรอบ 5 ปี
หลังจากที่ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศมาตรการทางภาษีเมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา ทำให้กราฟความเคลื่อนไหวของดัชนี DOW JONES อยู่ในแดนลบตลอดทั้งวัน สุดท้ายปิดตัวปรับลดลงร้อยละ 4 ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดตลาดลบร้อยละ 6 และดัชนี S&P 500 ดิ่งลงร้อยละ 4.8 ซึ่งเป็นดัชนีที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่เศรษฐกิจโลกประสบวิกฤตโควิด-19 เมื่อปี 2020
หุ้นใหญ่ที่โดนผลกระทบหนัก หลักๆ ได้แก่ Nike ลบร้อยละ 14, Apple และ Target ห้างค้าปลีกเจ้าดังในสหรัฐฯ แต่ละรายปรับตัวลดลงมากกว่าร้อยละ 9 เช่นเดียวกับฝั่งยุโรป ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดติดลบร้อยละ 3 และฝรั่งเศสลบร้อยละ 3.3 ส่วนหุ้น Adidas ลบร้อยละ 10 และหุ้น Puma ลบร้อยละ 9
อ่านข่าว : สะเทือนทั้งโลก "สหรัฐฯ" เคาะตัวเลขภาษีตอบโต้คู่ค้า ไทยโดน 36%
ส่วนตลาดฝั่งเอเชีย ดัชนี Nikkei ญี่ปุ่นปิดตลาดปรับตัวลดลงร้อยละ 3 และดัชนีฮั่งเส็งฮ่องกงปิดตลาดต่ำลงร้อยละ 1.5 ทั้งนี้เกิดจากกระแสวิตกในหมู่นักลงทุนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจของมาตรการภาษี หลายคนเกรงว่าจะก่อให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อและทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง
ขณะที่ผลกระทบจากมาตรการภาษีในภาคอุตสาหกรรม ปรากฏให้เห็นแล้วเมื่อสเตลแลนทิส ผู้ผลิตแบรนด์จี๊ป เฟียต และแบรนด์อื่นๆ ประกาศว่าจะปลดพนักงาน 900 คนชั่วคราวที่สถานประกอบการ 5 แห่งในสหรัฐฯ และระงับการผลิตที่โรงงานประกอบรถยนต์ในโตลูกา เม็กซิโก และที่วินด์เซอร์ แคนาดา
"แคนาดา" ตอบโต้ขึ้นภาษีรถยนต์นำเข้าจากสหรัฐฯ 25%
เอมมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส วิจารณ์นโยบายภาษีของทรัมป์ว่ารุนแรงและไร้มูลเหตุ สร้างความสั่นสะเทือนต่อการค้าระหว่างประเทศ พร้อมแนะบริษัทยุโรปชะลอการลงทุนในสหรัฐฯ โดยระบุว่าบริษัทยุโรปควรต้องระงับการลงทุนที่วางแผนไว้ในสหรัฐฯ หลังจากสหภาพยุโรปจะถูกตั้งภาษีสูงขึ้นที่ร้อยละ 20
ขณะที่มาร์ค คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ประกาศขึ้นภาษีร้อยละ 25 กับรถยนต์ที่นำเข้าจากสหรัฐฯ เป็นการตอบโต้มาตรการของทรัมป์ ซึ่งครอบคลุมสินค้ามูลค่ารวม 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสหรัฐฯ ส่งรถไปขายในแคนาดาประมาณ 67,000 คันต่อปี
ด้านเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ประกาศแผนงบประมาณ 14.1 พันล้านยูโร สำหรับบรรเทาผลกระทบจากภาษีใหม่ของสหรัฐฯ ที่มีต่อเศรษฐกิจสเปน โดยมีเป้าหมายสร้างความแน่นอนให้กับธุรกิจและแรงงานที่อาจเห็นยอดขายลดลง อันเป็นผลมาจากมาตรการภาษีของทรัมป์
ส่วนประเทศกัมพูชา บรรดาแรงงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอต่างวิตกเรื่องความมั่นคง เพราะหากเจอภาษีร้อยละ 49 จริง โรงงานอาจต้องปิดตัวและทำให้ตกงาน ขณะที่สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของกัมพูชา คิดเป็นร้อยละ 37.9 ของการส่งออกทั้งหมด ตามมาด้วยเวียดนามร้อยละ 13.8 จีนร้อยละ 6.7 และญี่ปุ่นร้อยละ 5.4 การส่งออกของกัมพูชาไปยังสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้า สินค้าสำหรับการเดินทางและรองเท้า
อ่านข่าว
"ชาติเอเชีย" งัดกลยุทธ์ฝ่าวิกฤตกำแพงภาษีสหรัฐฯ
จับตา "ทรัมป์" ผลักโลกทั้งใบ สู่สงครามการค้าเต็มรูปแบบ
สหรัฐขึ้นภาษีไทย กระทบส่งออกหนัก แนะปฏิรูปโครงสร้างผลิต











