วันนี้ ( 19 มิ.ย.2568) นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึง ผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากกรณีปัญหาการเมืองในไทยว่า ส่วนตัวมองว่า ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในภาวะที่ค่อนข้างมีความเสี่ยงสูงมาก เนื่องจากก่อนเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นไทยก็อยู่ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจอยู่แล้ว ทั้งที่เกิดจากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ กรณีสหรัฐขึ้นภาษีตอบโต้ทางการค้า และยังมีปัญหาเรื่องการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งแต่ละเรื่องก็ยังไม่จบ ไม่รู้จะจบเมื่อไหร่ ขณะที่การท่องเที่ยวของไทยก็ยังไม่ดีจากนักท่องเที่ยวจีนที่หายไป นอกจากนี้งบประมาณของภาครัฐก็ไม่เพียงพอทำให้ต้องก่อหนี้สาธารณะเพิ่มอีก 1.5 แสนล้านบาท ขณะที่ตลาดทุนก็ยังไม่ดี
ความเสี่ยงรอบด้านขณะนี้ ทำให้ความเชื่อมั่นต่างๆ หายไป ซึ่งปัญหาที่สำคัญที่สุดขณะนี้ คือ ภาคเอกชนไม่รู้ทิศทางการเมือง การบริหารประเทศว่าจะไปในทิศทางใด ดังนั้นภาคการเมืองจะต้องรีบจัดการปัญหาให้จบเร็วที่สุด เพื่อให้มีความชัดเจนว่า การเมืองไทยหลังจากนี้จะออกมาในรูปแบบไหน ซึ่งจะต้องเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายในสังคมประเทศไทยและสังคมโลกเพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไปได้
ประธานหอการค้าไทย กล่าวอีกว่า หากรัฐบาลแก้ปัญหาด้วยการให้นายกรัฐมนตรีลาออก ครม.ทั้งชุดก็จะถูกยุบไปจะทำให้เกิดปัญหาความชะงักงันในการบริหารบ้านเมือง การเจรจาภาษีกับสหรัฐ ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่สำคัญ เพราะการจัดตั้ง ครม.ใหม่ อาจต้องใช้เวลาอาจทำให้ไทยจบการเจรจาไม่ทันเส้นตายในวันที่ 8 ก.ค. นี้ ซึ่งจะทำให้การค้าการส่งออกไทยมีปัญหา และหากรัฐบาลเลือกวิธียุบสภาอย่างน้อยก็ยังมีรักษาการนายกรัฐมนตรีและครม. ทำให้รัฐบาลรักษาการยังสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปอย่างต่อเนื่องราว 2-3 เดือน
เศรษฐกิจประเทศจะเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ถ้าการเมืองที่ไม่ชัดเจน ผมคงไม่ไปวิเคราะห์ว่ารัฐบาลควรจะยุบสภา หรือให้นายกฯ ลาออก เพราะหอการค้าไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่รัฐบาลจะต้องตัดสินใจให้จบโดยเร็ว และต้องเป็นทางเลือกที่ทุกภาคส่วนยอมรับได้
ด้านนายเกรียงไกร เธียรนกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึง กรณีคลิปเสียง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศกัมพูชา และประธานวุฒิสภากัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศไทย และมีการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก เพื่อรับผิดชอบจากเหตุการณ์ดังกล่าวว่า เป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจอีกหนึ่งปัจจัยที่เพิ่มขึ้นมาจากภายในประเทศ หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล และปัญหาชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา
ปัจจุบัน ยังไม่รู้ว่า ผลการเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐ จะออกมาในทิศทางที่ดีหรือไม่ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือคู่แข่ง หากผลออกมาไทยเสียเปรียบ จะยิ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออก และเศรษฐกิจภาพรวมช่วงครึ่งหลังของปี 68 ซึ่งทั้ง 3 เรื่องดังกล่าว มากกว่าที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้
ส่วนการที่พรรคภูมิใจไทย ประกาศลาออก สอดคล้องกับปัญหาที่มีอยู่ตั้งแต่เรื่องของตำแหน่ง รมว.มหาดไทย โดยพรรคภูมิใจไทย ถือเป็นพรรคที่มีจำนวน สส. มาก ดังนั้นต้องดูว่า รัฐบาลจะมีพรรคร่วม หรือจำนวนเสียงของพรรคจะเป็นอย่างไรต่อไป
ยอมรับว่า สถานการณ์ขณะนี้น่ากังวลมากขึ้น เนื่องจากประเด็นที่เกิดขึ้น ถือเป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่มเข้ามาจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยภายในประเทศ ภาคเอกชนคงต้องคอยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่า เสถียรภาพของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร จะมีจำนวนพรรคร่วมเท่าไหร่ และทิศทางต่อไปจะเป็นอย่างไร
อ่านข่าว:
ศึกนอก-ศึกใน รุมตลาดหุ้นไทยดิ่ง ดัชนี SET เปิดเช้าร่วงกว่า 11 จุด
หุ้นไทยรับไม่ไหว! คลิปเสียงนายกฯ-ฮุน เซน ชนวนวิกฤตความเชื่อมั่น
เริ่มแล้ว เจรจาภาษี "ไทย-สหรัฐฯ" พณ.ยันไม่ยอมเสียเปรียบ เน้นสร้างสมดุลการค้า











