วันนี้ (4 ม.ค.2569) นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน เปิดเผยว่า หลังจากมีการปลดล็อกกฎหมายให้สามารถจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00–17.00 น. พบว่าตัวเลขในกลุ่ม "7 อันตราย" เริ่มส่งสัญญาณแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในช่วงบ่ายเป็นต้นไป ซึ่งถือเป็นประเด็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องนำกลับมาทบทวนอย่างจริงจัง
นพ.ธนะพงศ์ ระบุว่า การปลดล็อกดังกล่าวทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น มีความเสี่ยงต่อการดื่มต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงบ่ายยาวไปจนถึงเช้า จึงเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่ต้องมีการติดตามและกำหนดมาตรการกำกับควบคุมเพิ่มเติม
หากพิจารณาข้อมูลเฉพาะในช่วงเทศกาล จะพบแบบแผนการดื่มที่เปลี่ยนไป โดยปกติในช่วงเทศกาลปีใหม่ การดื่มแอลกอฮอล์มักเริ่มในช่วงค่ำและต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเช้า แต่เมื่อมีการเปิดช่องให้เข้าถึงได้ตั้งแต่ช่วงบ่าย ทำให้การสังสรรค์เริ่มเร็วขึ้น แตกต่างจากเทศกาลสงกรานต์ที่ประชาชนมักตั้งวงเตรียมดื่มตั้งแต่ช่วงบ่ายอยู่แล้ว สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายที่ผ่อนคลายมากขึ้น จำเป็นต้องมาพร้อมมาตรการบังคับใช้และการป้องปรามที่เข้มข้น
หนึ่งในเครื่องมือสำคัญด้านการป้องปรามที่ถูกนำมาใช้มากขึ้น คือเครื่องมือตรวจคัดกรองแอลกอฮอล์ (Screening) ซึ่งเดิมจัดเป็นเครื่องมือแพทย์ แต่ปัจจุบันถูกปลดล็อกให้เป็นเครื่องมือพื้นฐาน สามารถหาซื้อได้ทั่วไป เช่น ร้านสะดวกซื้อ นพ.ธนะพงศ์ มองว่านี่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ควรผลักดันให้มีการนำเครื่องมือดังกล่าวไปใช้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในร้านค้า สถานบริการ จุดจัดงาน หรือแม้แต่ในระดับชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถคัดกรองตนเองก่อนเดินทาง
ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดพบว่าจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกช่วงเวลา แต่ช่วงที่เพิ่มขึ้นชัดเจนที่สุดคือช่วงบ่ายเป็นต้นไป โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ภายในระยะเวลา 4 วันอันตรายช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ที่ผ่านมา พบตัวเลขสูงถึง 369 คน
ในด้านการบังคับใช้กฎหมาย ยังพบช่องโหว่สำคัญ เนื่องจากโรงพยาบาลจะสามารถตรวจวัดแอลกอฮอล์ในผู้บาดเจ็บได้ ก็ต่อเมื่อได้รับการแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น ขณะที่ในทางสาธารณสุข การประเมินการดื่มมักอาศัยการสังเกตอาการหรือกลิ่น แต่หากต้องการเชื่อมโยงไปสู่การดำเนินคดีตามกฎหมาย จำเป็นต้องใช้ผลการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์อย่างเป็นทางการ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีข้อตกลงที่ชัดเจนระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ กฎหมายว่าด้วยการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยังระบุชัดเจนว่าผู้จำหน่ายต้องไม่ขายให้กับผู้ที่มีอาการมึนเมาหรือขาดสติ โดยขณะนี้กรมควบคุมโรคได้ร่วมกับราชวิทยาลัยต่าง ๆ ดำเนินการจัดทำหลักเกณฑ์ในการประเมินผู้ซื้อแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน และน่าจะแล้วเสร็จทันก่อนเทศกาลสงกรานต์
นพ.ธนะพงศ์ กล่าวว่า หลักเกณฑ์ดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือสำคัญให้ผู้ประกอบการทราบแนวทางในการคัดกรอง เช่น การจัดทำเช็กลิสต์หรือวิธีประเมินอาการเมา ก่อนจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งในต่างประเทศ ผู้จำหน่ายจะต้องผ่านการอบรมและมีใบอนุญาต เพื่อให้สามารถประเมินและปฏิเสธการขายให้กับเด็กหรือผู้ที่อยู่ในสภาพมึนเมาได้อย่างเหมาะสม พร้อมเห็นว่าประเทศไทยควรนำแนวปฏิบัติดังกล่าวมาปรับใช้ เพื่อยกระดับความปลอดภัยในสังคม
กต.ออกเเถลงการณ์ กรณีสหรัฐฯ–เวเนซุเอลา เรียกร้องแก้ความขัดแย้งโดยสันติวิธี
ยอดลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า–นอกราชฯ 15 วัน กว่า 1.2 ล้านคน - "ประชามติ" วันแรก 2 แสนคน
นานาชาติชุมนุม "หนุน - ต้าน" ปฏิบัติการสหรัฐฯ คุมตัว "มาดูโร"











