วันนี้ (8 ม.ค.2569) เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำกำลังเข้าค้น 5 เป้าหมาย จุดสำคัญคือ บริษัทแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ย่านบางกะปิ พบอุปกรณ์ทรงกลม 4 ลูก คือเครื่องสแกนม่านตา พร้อมกับตรวจยึดเอกสารและข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์จำนวนหนึ่ง
ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า การสืบสวนขยายผลธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี พบว่าบริษัทดังกล่าวเป็นผู้นำเข้าเครื่องสแกนม่านตา ซึ่งดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษแล้ว
ข้อมูลการสืบสวนสอบสวนของดีเอสไอ พบว่า ตั้งแต่ปี 2567 มีการติดตั้งเครื่องและได้ชักชวนคนไทยสแกนม่านตาแล้วกว่า 1.2 ล้านคน เพื่อแลกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี
ส่วนข้อสังเกตที่โยงไปถึงปมการลงนาม MOU โครงการจัดตั้งศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลและการเงิน หรือ TIDC ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กับบริษัทสัญชาติสิงคโปร์ ที่มีการลงนามเมื่อวันที่ 27 มี.ค.2567 จะเป็นที่มาของการตั้งบริษัทเพื่อนำเข้าเครื่องสแกนม่านตาเข้ามาในประเทศไทยหรือไม่ อยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม แต่เบื้องต้นรองอธิบดีดีเอสไอ ระบุว่า พบหลักฐานบางส่วนที่เกี่ยวข้องถึงนายเบน สมิธ
นอกจากนี้ ภายในสัปดาห์หน้า ดีเอสไอเตรียมเชิญ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ เข้าให้ปากคำในฐานะพยาน เนื่องจากมีภาพปรากฏถ่ายรูปร่วมกับนายเบน สมิธ ในวันลงนาม MOU ด้วย
อ่านข่าว
กกต.รู้แหล่งพิมพ์ป้ายปริศนา จ.พิษณุโลก ดูข้อความเข้าข่ายใส่ร้ายหรือไม่
ทบ.เพิ่มสิทธิพิเศษทหาร 3 กลุ่ม ปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา
รองโฆษก ตร.ยืนยันสืบภาค 8 ไม่ได้อุ้มรีดพยานคดีสินบนทองคำ











