ในการปาฐกถาพิเศษ Decoding Myanmar's 2026 Economy : Security and Geopolitical Dimensions โดย รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ มองอนาคตประเทศเมียนมาภายหลังการเลือกตั้งทั่วประเทศครั้งล่าสุด
จับตา 3 ฉากทัศน์ "เมียนมา"
รศ.ปณิธาน มอง สถานการณ์ของประเทศเมียนมาว่า รัฐบาลทหารเมียนมาโดย มิน ออง หล่าย ที่ได้จัดการเลือกตั้งทั่วประเทศ มีแนวโน้มว่าฝ่ายรัฐบาลทหารจะชนะการเลือกตั้ง โดยหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นมี 3 ฉากทัศน์ที่ต้องจับตาทั้งในระยะสั้น กลาง และระยะยาว สถานการณ์ในเมียนมาในระยะสั้นหลังการเลือกตั้งอาจจะรุนแรงมากขึ้นอาจมีการปราบปราม เช่นที่เห็นได้จาก การใช้โดรนพิฆาตที่โจมตีกองกำลังกะเหรี่ยง และจะมีอาวุธเข้ามาหลายรูปแบบ
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ
สถานการณ์ในระยะกลางจะยังคงมีความขัดแย่งต่อเนื่องและอาจเกี่ยวข้องกับไทย เพราะไทยอาจจะต้องเจรจากับกะเหรี่ยงใหม่เรื่องท่อก๊าซ รวมไปถึงการหารือกับรัฐกอทูเล นอกจากนี้ยังมีการแทรกแซงจากประเทศมหาอำนาจมากขึ้นไม่ว่าจะเป็น จีน อินเดีย รัสเซีย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย
รัฐบาลทหารเมียนมาพยายามที่จะขึ้นรูปประเทศขึ้นมาใหม่ และมีความเข้าใจในกลไกเหล่านี้ โดยเขาเริ่มจากการจัดการเลือกตั้ง เมียนมาจะไม่ยอมให้กลับไปเหมือน 50 ปีที่ผ่านมาแล้ว
ขณะที่ในระยะยาว หากเปิดการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจะมีมากขึ้น เนื่องจากเมียนมาจะเป็นประเทศที่มีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ และยังมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งภูเขา ที่ราบลุ่ม ทางตะวันออก และทางตอนใต้ที่ติดกับมหาสมุทรอินเดีย
ระยะยาว อาจจะดีกว่าที่คิด เพราะว่าชาวเมียนมาอยู่แบบนี้มา 50 ปีแล้ว คงไม่อยากอยู่แบบนี้แล้ว รวมถึงเนื่องจากประเทศเมียนมามีศักยภาพมาก มีทรัพยากรมาก มีแร่หายาก มีภูเขา ติดกับพื้นที่ราบลุ่ม ทางตะวันออกทางตอนใต้ติดกับมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ทุกคนเข้ามาลงทุน ซึ่งเมียนมาต้องหาสมดุลใหม่ที่ดี และหากสร้างโครงสร้างพื้นฐานแล้วก็จะสามารถยืนระยะได้ ด้วยเหตุนี้นักลงทุนจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เปลี่ยนไปอีกรูปหนึ่ง
รศ.ปณิธาน ยังกล่าวว่า รัฐบาลทหารเข้าใจถึงการเลือกตั้งแบบสั่งได้ ตามที่ก่อนหน้านี้หลายประเทศได้ทำ โดยเขาต้องเริ่มจากการเลือกตั้ง เชิญผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศไป เขาเข้าใจกลไกตรงนี้พอสมควร มองว่า สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนแปลง เมียนมาเริ่มเป็นพื้นที่ความสำคัญทางยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ ศักยภาพของคนรุ่นใหม่เยอะขึ้น
นอกจากนี้ รศ.ดร.ปณิธาน ยังมองว่า หากมองไปยังนางอองซาน ซูจี ก็พบว่า อยู่ในภาวะนิ่งแล้ว หรือ พ้นสมัย (Out) ไปแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่า พรรคเอ็นแอลดีเมื่อมีโอกาสก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประเทศให้ขึ้นรูปใหม่ได้ แต่กลับไปเผชิญหน้ากับทหาร และกลายเป็นวิกฤตในประเทศ
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ
ก่อนหน้านี้พรรคเอ็นแอลดี เคยมีโอกาสแบบ มิน อ่อง หล่าย ซึ่งสามารถที่จะขึ้นรูปประเทศใหม่ได้ แต่กลับไปจัดการกับทหาร ซึ่งทหารก็หลังชนฝาก็ต้องสู้ ซึ่งก็เชื่อว่า ทหารเองก็คงไม่อยากเผชิญหน้าแบบเบ็ดเสร็จ แต่สุดท้ายประเทศก็ชะงักไป 5 ปี ประเทศเข้าสู่สมรภูมิสงครามกลางเมือง เสียพื้นที่ควบคุมไป 63 เมือง และหากปล่อยไปแบบนี้ก็จะสูญเสียอีก และอาจนำไปสู่กรณีเลวร้ายที่สุด คือ ประเทศแตกเป็นเสี่ยง ๆ ซึ่งทหารไม่มีวันยอม
เปิด “จุดแข็ง-จุดอ่อน” เมียนมา
ขณะที่ น.ส.ธัญณิชา เหลิมทอง หัวหน้าศูนย์วิจัยเศรษฐกิจเพื่อการลงทุน บริษัท เอเซีย อินไซท์ เทคโนโลยี จำกัด นำเสนอผลการศึกษา Decoding Myanmar’s 2026 Economy จากการสัมภาษณ์เชิงลึกแกนนำกลุ่มต่าง ๆ ทั้งรัฐบาล ตัวแทนสภาที่ปรึกษาความสามัคคีแห่งชาติ (NUCC) กองกำลังชาติพันธุ์รัฐมอญ รวมถึงกลุ่มตัวแทนนักธุรกิจและนักกิจกรรมทางการเมือง และโฟกัสกรุ๊ปนักศึกษาเมียนมาที่มาศึกษาในไทย โดยหนึ่งในผู้ให้ข้อมูลอย่าง พล.อ.ซอ มิน ตุน (Zaw Min Tun) โฆษกรัฐบาลทหารเมียนมา ก็บอกว่า หลังการเปลี่ยนผ่านเมียนมาพร้อมเปิดรับการลงทุนเต็มที่ น.ส.ธัญณิชา ยังอธิบายถึงจุดแข็งและจุดอ่อน ของเมียนมา ดังนี้
จุดแข็งของเมียนมา ไทยและเมียนมาเป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิดกันที่แทบไม่เคยจะมีปัญหากัน มีความเชื่อมโยงกันทั้งประวัติศาสตร์ การค้า เศรษฐกิจ และ เมียนมายังมีความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรที่เหลือทรัพยากรอย่างมาก ทั้งแร่หายาก อัญมณี การเกษตร ประมง ซึ่งเหมือนเป็นแผ่นดินทอง และยังมีกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดก้าวหน้า และมีการศึกษาซึ่งย้ายออกนอกประเทศจากเหตุความไม่สงบในประเทศ และยังคงคิดจะกลับไปประเทศในช่วงเวลาที่เหมาะสม
ทั้งไทยและเมียนมา ยังต้องการความเติบโตอีกมาก หากเทียบ GDP กับเวียดนามที่หนีห่างไปแล้ว ซึ่งไทยควรขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจกับเมียนมาในระยะยาวต่อไป และไม่ควรมองข้ามโอกาสนี้
เมียนมายังเป็นจุดยุทธศาสตร์เชื่อมโลกโดยพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศติดกับประเทศจีน ทางตะวันตกติดกับอินเดีย มีประชากรเพื่อนบ้านเกือบ 3,000 ล้านคน ทั้งจีนกว่า 1,400 ล้านคน และ อินเดีย 1,400 ล้านคน และบังกลาเทศอีก 200 ล้านคน และยังเชื่อมกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน เมียนมาจึงอยู่รายล้อมประชากรเกือบครึ่งโลก และประชากรชาวเมียนที่มีจำนวนกว่า 55 ล้านคน ถือว่าเป็นตลาดเศรษฐกิจที่ค่อนข้างใหญ่
มหาอำนาจเริ่มเปลี่ยนทิศทางในการหันเข้าหาเมียนมา เมียนมานั้นใกล้ชิดทั้งกับจีน และอินเดีย เห็นได้ชัดจากการที่จีนและอินเดียได้มอบเรือดำน้ำให้กับเมียนมาฟรี สะท้อนความสัมพันธ์ที่ดีมากต่อเมียนมา จีนยังสนับสนุนด้านเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ต่อเนื่อง ขณะที่รัสเซียเตรียมโครงการก่อสร้างท่าเรือที่ทวาย และสหรัฐฯ ได้ยกเลิกการคว่ำบาตรบางบริษัทของเมียนมาแล้ว
ขณะที่จุดอ่อนของเมียนมาคือ เหตุการณ์ความไม่สงบภายในประเทศของเมียนมาที่มีมาอย่างยาวนาน รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ยังมีความเชื่อมั่นน้อยต่อรัฐบาล ข้อมูลจากการสัมภาษณ์กับกลุ่มต่าง ๆ ในเชิงลึก ยังพบว่า เมียนมามีปัญหาด้านเอกภาพโดยเฉพาะการที่จะหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว การรวมกันของกลุ่มต่าง ๆ ยังค่อนข้างยาก เนื่องจากยังไม่มีพื้นที่ปลอดภัย เนื่องจากยังไม่มียุทธศาสตร์ที่แน่นอน
รวมถึงยังมี จุดอ่อนที่สำคัญจากผลกระทบจากความขัดแย้งที่ยาวนานภายในประเทศ คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาทางสังคม ปัญหางินเฟ้อ ปัญหาด้านสาธารณสุข และการศึกษาที่ยังขาดแคลนทรัพยากร ซึ่งเมียนมายังต่อพัฒนาในเรื่องเหล่านี้อีกมาก
อย่างไรก็ตาม โอกาสของเมียนมา ในมุมมองของนักลงทุน คือ ท่ามกลางความขัดแย้งก็ยังมีประเด็นที่เห็นร่วมกันคือ ความมั่นคงทางการเงินต้องมาก่อน ประเทศต้องสงบ การพัฒนาด้านเศรษฐกิจจึงจะเกิดขึ้น และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งไฟฟ้าตลอด 24 ชม. การคมนาคมที่เดินทางได้สะดวก และอินเทอร์เน็ต ซึ่งตรงกับรัฐบาลที่อยากให้ลงทุนด้านพลังงาน การโทรคมนาคม และการคมนาคม และโลจิสติกส์
กลุ่มคนที่อยู่ในความขัดแย้งบอกว่า เริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า และการรักษาชีวิตสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดหากช่วยลดการบาดเจ็บ ลดสูญเสีย ไม่ต้องย้ายถิ่นฐานก็ยินดีจะทำ แม้จะรวมถึงการเจรจากับรัฐบาลก็เข้าใจได้ เพราะเริ่มเหนื่อยล้าทั้งทางใจและกาย
อย่างไรก็ตาม กว่าจะถึงจุดนั้นอยู่ที่การสร้างความไว้วางใจ ขั้นแรกคือ การอยากเห็นการปล่อยนักโทษการเมือง นักกิจกรรมทางการเมือง และ นางออง ซาน ซูจี เนื่องจากอายุมาก หากเกิดขึ้นได้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สถานการณ์เมียนมาเข้าสู่การหันหน้าเข้าหากันได้มากขึ้น นอกจากนี้ ชาวเมียนมายินดีเปิดรับการลงทุน แต่การลงทุนจะต้องโปร่งใส ดูแลคนเมียนมาไม่มองเพียงเป็นแรงงาน แต่มองว่า พวกเขามีความสำคัญ ต้องมีสวัสดิการที่เป็นสากล และให้ความสำคัญในชีวิตการเป็นอยู่ของพวกเขา
ขณะที่สิ่งคุกคามคือ เมียนมายังคงเผชิญความขัดแย้งที่ยืดเยื้ออยู่ เพราะขณะนี้ยังหาทางออกไม่ได้ และผู้ที่ไปลงทุนจะต้องยอมรับการดีลและประสานกับกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ และจะเป็นการบั่นทอนการลงทุนได้เพราะไม่ใช่เรื่องง่าย และผลกระทบจากการคว่ำบาตรจากนานาชาติโดยเฉพาะยุโรป
รวมถึง การสูญเสียเจเนอเรชั่นจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาโอกาสทางการศึกษาน้อยลง ซึ่งส่งผลให้ไม่มีโอกาสทางเศรษฐกิจและมีส่วนร่วมในการพัฒนาศรษฐกิจ ดังนั้นการลงทุน ควรมีการอบรม รีสกิล อัพสกิลให้ชาวเมียนมาเนื่องจากขาดหายจากเรื่องเหล่านี้ไปนานมาก
เมียนมายังคงเป็นเรื่องระยะยาวที่ต้องติดตามกันต่อไป การเปลี่ยนแปลงจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับชาวเมียนที่จะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน และเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่ความมั่นคงได้อย่างไร
ตร.ไซเบอร์ ตรวจค้นอาคารพาณิชย์ริมแม่น้ำเมย ลอบส่งสัญญาณเน็ตข้ามแดน
ประชุม รมต.ต่างประเทศอาเซียน ยึดฉันทามติ 5 ข้อแก้ขัดแย้งเมียนมา
ปิดฉากเลือกตั้ง "เมียนมา" คาดพรรค USDP ที่กองทัพหนุนหลังคว้าชัย
พณ.เผยเมียนมาร์ลดสัดส่วน แลกเงินส่งออกเป็นจ๊าต เหลือ 15%
เมียนมาสู้รบกะเหรี่ยงเคเอ็นยู ทำกระสุนตกใส่บ้านคนไทย 2 หลัง
