ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

“ป๊อปปี้สีแดง” สัญลักษณ์ระลึก “ทหารผ่านศึก” วีรชนนักรบไทย

อาชญากรรม
17:29
504
“ป๊อปปี้สีแดง” สัญลักษณ์ระลึก “ทหารผ่านศึก” วีรชนนักรบไทย

อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไม่ใช่แค่จุดนัด แต่ยังเป็นแหล่งรวมสายรถเมล์ที่วิ่งรอบเมืองหลวง หรือ ย่านก๋วยเตี๋ยวเรืออร่อยเท่านั้น แต่ในแง่ของความมั่นคง “สาวรีย์ชัย” มีความหมายมากกว่านั้น โดยเฉพาะ”รูปปั้นทหาร” ของทหารและตำรวจ 5 เหล่า วีรชนนักรบไทยในอดีต และวันทหารผ่านศึกไม่ได้มีสัญลักษณ์ “ดอกป็อบปี้” สื่อความหมายถึง ทหารผ่านศึกผู้พลีเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกป้องมาตุภูมิอันเป็นที่รักเท่านั้น แต่ทุก ๆ วันที่ 3 ก.พ. ในทุกๆปีได้มีการกำหนดให้เป็นวันรำลึกถึง “ทหารผ่านศึก”ของไทย

ผู้คนที่เคยสัญจร และผ่านไปยังพื้นที่นี้ หากสังเกตจะพบว่า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจะมีรูปปั้น ทหาร ตำรวจและพลเรือน  5 เหล่าทัพ ประกอบด้วย  ทหารบก ซึ่งหันหน้าไปทางถนนพหลโยธิน (อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ) ทหารเรือ หันหน้าไปทางถนนราชวิถี (ฝั่งสามเหลี่ยมดินแดง) พลเรือน หันหน้าไปทางถนนพญาไท (BTS อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ) ทหารอากาศ หันหน้าไปทางถนนราชวิถี (ฝั่งโรงพยาบาลราชวิถี) และตำรวจ หันหน้าไปทางเกาะพหลโยธิน (ระหว่าง ถ.ราชวิถี กับ ถ.พหลโยธิน)

ข้อมูลจาก หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม โพสต์ข้อความไว้เมื่อ วันที่ 29 มิถุนายน 2025 จากบทความของ บัณฑิต  จุลาสัย และ รัชดา โชติพานิช เผยแพร่ในเวปศิลปวัฒนธรรมออนไลน์ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2565 อ้างอิง การสัมภาษณ์อ.ธนู มาลากุล บุตรชายของ ม.ล.ปุ่น มาลากุล

รูปปั้นดังกล่าว เป็นตัวแทนของวีรชน แห่งสงครามอินโดจีนฝรั่งเศส พ.ศ. 2483 – 2484  หล่อด้วยทองแดง ขนาดความสูงสองเท่าคนจริง  ผู้รับผิดชอบงานปั้นและหล่อ ล้วนเป็นลูกศิษย์ของ อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ที่กรมศิลปากร 

รูปปั้นทหารบก แสดงท่าถือปืนพร้อมรบชี้ดาบปลายปืนขึ้นฟ้านั้น เป็นผลงานของ นายแช่ม แดงชมพู  โดยอาศัย นายพิมาน มูลประมุข เป็นแบบ

รูปปั้นทหารเรือ แต่งเครื่องแบบกลาสี มือซ้ายประคองลูกปืนใหญ่ มือขวาเตรียมบรรจุลูกปืนลงในรังเพลิงท้ายลูกปืน  เป็นผลงานของ นายสิทธิเดช แสงหิรัญ  โดยมี ร.อ.สิงห์ นาคมี   ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ยุทธนาวี เกาะช้าง ตำแหน่งพลบรรจุลูกปืนป้อมปืนหัว ประจำ ร.ล.รัตนโกสินทร์ เป็นแบบ 

 รูปปั้นทหารอากาศ ยืนนิ่ง มือจับลูกระเบิด สีหน้าสงบเยือกเย็น  เป็นผลงานของ นายสิทธิเดช แสงหิรัญ โดยนายแสวง สงฆ์มั่งมี เป็นแบบ  

 รูปปั้นตำรวจ ยืนถือปืน ในลักษณะพร้อมใช้ สายตามองไปข้างหน้า เป็นผลงานของ นายพิมาน มูลประมุข 

 รูปปั้นพลเรือน ยืนมือซ้ายถือหนังสือ สายตาสงบนิ่ง  เป็นผลงานของ นายอนุจิตร แสงเดือน 

โดยรูปปั้นทั้งห้านี้ อยู่บนแท่น รายรอบเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก สูง 30 เมตร  ผิวหินล้างสีเทาอ่อน คล้ายดาบปลายปืน  5 เล่ม ประกอบรวมกัน เป็นกลีบมะเฟือง ปลายดาบชี้ขึ้นข้างบน หันส่วนคมออก  ตามแนวคิดที่ว่า ดาบปลายปืน เป็นดาบประจำกายของทหาร เปรียบเสมือนการต่อสู้อันแหลมคมทั้งอาวุธและสติปัญญา การสู้รบด้วยดาบปลายปืนยังถือเป็นความกล้าหาญ เป็นการรบในระยะประชิด เมื่อเกิดการตะลุมบอน 

วัสดุที่ใช้ในการปั้นหล่อ ได้แก่ทองแดงและทองเหลือง โดยกรมอู่ทหารเรือ สนับสนุนทองเหลืองจำนวน 9,981 กิโลกรัม  กรมโรงงานทหารอากาศ สนับสนุนทองแดง 3,850 กิโลกรัม กรมยกกระบัตรทหารบก สนับสนุนทองแดง 416 กิโลกรัม ทองเหลือง 115 กิโลกรัม รวมแล้วประมาณ 14,363 กิโลกรัม  ถลุงแล้วได้เนื้อทองผสม จำนวน 10,666 กิโลกรัม  โดยรูปปั้นทหารบกใช้ 2,200 กิโลกรัม ทหารเรือ 1,950 กิโลกรัม ทหารอากาศ 1,900 กิโลกรัม ตำรวจ 2,000 กิโลกรัม พลเรือน 1,500 กิโลกรัม วัสดุที่เหลือนั้นมอบให้กรมศิลปากร

การก่อสร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ก่อสร้างโดย สำนักงาน พล.ต.ม.ร.ว.ชิต กำภู และบริษัทวิศวกรรมไทย จำกัด ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร กองการโยธา เทศบาลนครกรุงเทพฯ มีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเป็นเงิน 550,000 บาท ด้วยวัสดุที่มีอยู่ในประเทศทั้งสิ้น

และผู้ออกแบบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ คือ ม.ล.ปุ่ม มาลากุล สถาปนิกกรมโยธาเทศบาล ม.ล.ปุ่ม มาลากุล เป็นบุตรของ เจ้าพระยาธรรมากรณาธิบดี (ม.ร.ว.ปุ้ม มาลากุล) เสนาบดีกระทรวงวัง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังเยาว์ ศึกษาที่โรงเรียนเทพศิรินทร์และโรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกภาษาฝรั่งเศส  ต่อมาได้รับพระราชทานทุนส่วนพระองค์จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ไปศึกษาวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่ Ecole de Beaux Arts  ประเทศฝรั่งเศส เป็นเวลา 5 ปี และกลับเข้ารับราชการตำแหน่งสถาปนิกในกรมโยธาธิการ

แนวคิดในการออกแบบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ นอกจากแนวคิดของดาบปลายปืนแล้ว อ.ธนู มาลากุล บุตรชายของ ม.ล.ปุ่ม กล่าวว่า บิดาน่าจะได้แรงบันดาลใจมาจากพระปรางค์ วัดอรุณราชวรารามส่วนหนึ่ง  ตามคติทางพระพุทธศาสนา และอยู่ในประวัติศาสตร์ของการกอบกู้เอกราชของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  ที่หลังจากเสร็จศึก เรือมาหยุดที่บริเวณนี้เวลาเช้าพอดี โปรดฯ ให้สร้างบ้านแปงเมืองขึ้น โดยตั้งพระราชวัง ณ ฝั่งธนบุรี ระหว่างวัดแจ้ง (วัดอรุณราชวราราม) และวัดท้ายตลาด (วัดโมลีโลกยาราม) 

ลานอนุสาวรีย์ เป็นพื้นคอนกรีตรูปวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 51 เมตร มีบันไดขึ้นไปตัวฐาน เป็นโถงใหญ่ ผนังภายนอก มีแผ่นจารึกนามผู้เสียชีวิตในสงคราม จำนวน 807 รายชื่อ ซึ่งเป็นผู้เสียชีวิตจาก 3 สงคราม คือ กรณีพิพากอินโดจีนฝรั่งเศส พ.ศ. 2483 -2484 จำนวน 171 นาย สงครามมหาเอเชียบูรพา พ.ศ. 2484-2488 จำนวน 103 นาย และสงครามเกาหลี พ.ศ. 2492-2497 จำนวน 118 นาย และไม่ทราบว่าสงครามใดอีกจำนวน 415 นาย    มีประตูทางเข้า 5 ด้าน ตรงกลางโถงมีตะเกียงตามประทีป และคำจารึกว่า 

         “สงฺคาเม เม มตํ เสยฺโย   ยญฺเจ ชีเว ปราชิโต

เราตายเสียในสงครามดีกว่า  แพ้แล้วเป็นหยู่ จะดีอะไร” 

เมื่อ พ.ศ. 2490 ในการซ่อมปรับปรุงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมีการบรรจุอัฐิ  ทหาร ตำรวจ และพลเรือนที่เสียสละชีวิตในการปกป้องเอกราชของชาติเพิ่มเติมอีก 656 นายและเพิ่มจารึกรายชื่อผู้เสียชีวิตทุกสมรภูมิสงคราม ทั้งที่มีอัฐิและไม่มีอัฐิจำนวน 7,297 นาย

ส่วนดอกป๊อปปี้สีแดงประดิษฐ์ สัญลักษณ์ วันทหารผ่านศึกนั้น ไทยได้รับอิทธิพลมาจากอังกฤษและรัฐสมาชิกเครือจักรภพแห่งประชาชาติ โดยไทยได้ส่งทหารเข้าร่วมรบในสงครามต่าง ๆ มีอนุสาวรีย์เชิดชูเกียรติ ปรากฏเป็นอนุสรณ์อยู่ วีรกรรมของนักรบไทยในการรบได้ขจรขจายไปทั่วปรากฏต่อสายตาชาวโลก เพื่อระลึกถึงเกียรติภูมิของนักรบกล้าหาญ จึงได้กำหนดให้ดอกป๊อปปี้ เป็นดอกไม้ที่ระลึกสำหรับทหารผ่านศึกไทย เช่นเดียวกันในต่างประเทศ และมีการจำหน่ายในวันที่ระลึกทหารผ่านศึกตั้งแต่พ.ศ. 2511 เป็นต้นมา

สำหรับปี 2569 องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้กำหนดจัดพิธีและกิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้ชื่องาน “3 กุมภาพันธ์ ทหารผ่านศึกน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ทรงมีต่อองค์การฯ ทหารผ่านศึก และครอบครัวทหารผ่านศึก

ภายในงานจะมีพิธีบรรจุอัฐิทหารที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์ชายแดนไทย - กัมพูชา, พิธีเดินขบวนพาเหรดของ พล.อ.กานต์นาท นิกรยานนท์ ผอ.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และคณะรวมทั้งขบวนพาเหรด ทหารผ่านศึกและพาเหรดของทหารผ่านศึก 7 กรณีสงคราม โดยจะออกเดินขบวนพาเหรดจากองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ไปยังอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ บนถนนราชวิถี การจัดพิธีวางพวงมาลา และการจัดพิธีเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึก วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ระหว่างเวลา 10.30 - 15.30 น.

แม้ศึกสงครามจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่การรำลึกถึงวีรชนของเหล่านักรบผู้กล้า 5 เหล่าทัพ และดอกป็อปปี้สีแดงยังอยู่ในใจคนไทยเสมอ

 

อ่านข่าว

รอยจารึกในแผ่นดิน “อาลัย 42 ทหารกล้า” ความภูมิใจไทยทั้งชาติ