ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

"อ.ปริญญา" สรุป 2 ประเด็นประชามตินอกเขต กกต.ทำถูกต้อง คนบกพร่องคือประชาชน?

การเมือง
19:43
766
"อ.ปริญญา" สรุป 2 ประเด็นประชามตินอกเขต กกต.ทำถูกต้อง คนบกพร่องคือประชาชน?
"อ.ปริญญา" สรุป 2 ประเด็น กรณีศาลปกครองยกฟ้องคดีลงทะเบียนประชามตินอกเขต ระบุ กกต.ทำถูกต้องระเบียบ คนบกพร่องคือประชาชน จริงหรือ?

จากกรณีศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่ น.ส.อุษณีษ์ ปฐพีศรีกิจส เลิศรัตนานนท์ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กรณีผู้ถูกฟ้องคดีเปิดระบบลงทะเบียนประชามตินอกเขตเพียง 3 วัน คือวันที่ 3-5 ม.ค.2569 แต่ระบบไม่สามารถรองรับการลงทะเบียนจำนวนมากได้ และไม่มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึง เป็นเหตุให้ลงทะเบียนไม่ทัน ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย

ล่าสุดวันนี้ (5 ก.พ.2569) ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุข้อความว่า ตามที่ศาลปกครองกลางได้ยกฟ้องคดีที่ อ.อุษณีย์ ปฐพีศรีกิจส เลิศรัตนานนท์ ได้ขอให้ศาลปกครองสั่งให้ กกต.ให้ขยายเวลาให้ผู้ทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าที่ไม่ได้ลงประชามตินอกเขต (มีจำนวน 812,369 คน) ให้สามารถลงทะเบียนประชามตินอกเขตในวันที่ 8 ก.พ.2569 ได้ (คดีหมายเลขแดงที่ 165/2569 พิพากษาวันที่ 3 ก.พ.2569) โดยให้เหตุผลว่า เป็นความบกพร่องของผู้ร้องที่ลงทะเบียนไม่ได้ ส่วน กกต.ทำถูกต้องตามระเบียบแล้ว นั้น

คิดว่าในคำพิพากษานี้ มีประเด็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ศาลรับฟังคลาดเคลื่อน และที่สำคัญมีประเด็นปัญหาข้อกฎหมายที่เป็นปัญหาด้วย อ.อุษณีย์ จึงได้อุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งขอนำมาสรุปประเด็นดังต่อไปนี้

ประเด็นแรก : ผู้ฟ้องคดีคือ อ.อุษณีย์ บกพร่องเองที่ลงทะเบียนประชามตินอกเขตไม่ได้ จริงหรือไม่?

ศาลปกครองกลางเห็นว่าการขอลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตสามารถทำได้ 3 วิธีคือ ไปด้วยตนเอง ทางไปรษณีย์ และทางอินเทอร์เน็ต ถ้าลงทะเบียนทางอินเทอร์เน็ตไม่ได้ ก็ยังมีอีก 2 วิธี แต่ อ.อุษณีย์กลับไม่ยอมใช้อีก 2 วิธี

อีกทั้งยังไม่พยายามอย่างเพียงพอในการลงทะเบียนทางอินเทอร์เน็ต เพราะลงทะเบียนครั้งสุดท้ายในวันที่ 5 ม.ค.2569 เวลา 15.48 น. (ตามหลักฐานภาพบันทึกหน้าจอโทรศัพท์) แต่หลังจากนั้นได้ปล่อยเวลาให้ผ่านไป 8 ชั่วโมงจนถึงเที่ยงคืนโดยไม่ได้พยายามเข้าไปลงทะเบียนอีก การลงทะเบียนไม่ได้จึงเป็นความบกพร่องของ อ.อุษณีย์ เอง

แต่ข้อเท็จจริงคือขณะนั้น อ.อุษณีย์อยู่ที่ประเทศนิวซีแลนด์ จึงลงทะเบียนได้แค่ทางอินเทอร์เน็ตแต่เพียงอย่างเดียว และที่สำคัญเวลา 15.48 น.ไม่ใช่การลงทะเบียนครั้งสุดท้าย เพราะ อ.อุษณีย์ ได้พยายามลงทะเบียนจนถึงเที่ยงคืนอีกหลายครั้ง ก็ยังไม่สามารถเข้าไปลงทะเบียนได้ แต่ไม่ได้บันทึกภาพหน้าจอไว้ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การปล่อยเวลา 8 ชั่วโมงทิ้งไปแต่ประการใด

ความบกพร่องของ อ.อุษณีย์ ถ้าอาจจะมี ก็มีแต่เพียงไม่ได้เก็บหลักฐานไว้ เพราะมิได้คิดว่าจะต้องมาฟ้องคดี ทั้งนี้เนื่องจากเข้าใจว่า กกต.จะได้หาทางเยียวยาแก้ไขผู้ที่ลงทะเบียนไม่ได้ให้ เพราะ กกต.ก็ยอมรับว่าวันสุดท้ายระบบมีความล่าช้าเนื่องจากมีผู้เข้ามาใช้งานเป็นจำนวนมาก ซึ่งความล่าช้าคือทำให้คนจำนวนมากเข้าระบบไม่ได้ ทั้งนี้ปัญหานี้จะไม่เกิด หาก กกต.ให้เวลาลงทะเบียนมากกว่า 3 วัน

ประเด็นที่สอง : การที่ กกต.ไม่ขยายเวลาให้เป็นการปฏิบัติถูกต้องระเบียบจริงหรือไม่?

ศาลปกครองรับฟังเหตุผลของ กกต.ที่ว่า ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการทั่วไป พ.ศ.2568 ข้อ 105 กำหนดให้วันลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขต "ให้มีห้วงระยะเวลาเดียวกัน" กับระยะเวลาลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า เมื่อระยะเวลาลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้ากำหนดเป็นวันที่ 20 ธ.ค.2568-5 ม.ค.2569 และคณะรัฐมนตรีได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 2 ม.ค.2569 ให้มีการออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้ง กกต.จึงต้องกำหนดวันลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตเป็นวันที่ 3-5 ม.ค.2569 โดยจะเลยไปจากวันที่ 5 ม.ค.2569 ไม่ได้ มิเช่นนั้น จะไม่เป็น "ห้วงระยะเวลาเดียวกัน" กับวันลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดในการยกคำฟ้องที่ขอขยายเวลาลงประชามตินอกเขต

ในประเด็นนี้ แม้ว่าข้อ 105 ของระเบียบฉบับนี้จะกำหนดไว้เช่นนั้นจริง แต่ระเบียบนี้เป็นระเบียบของ กกต. เอง กกต.จึงยกเว้นได้ถ้ามีเหตุจำเป็น ดังที่กำหนดไว้ในข้อ 5 วรรคสองของระเบียบนี้คือ "กรณีที่มิได้กำหนดไว้หรือมีเหตุจำเป็น คณะกรรมการอาจกำหนด ยกเว้น หรือผ่อนผันการปฏิบัติตามความในระเบียบนี้ได้"

ดังนั้น เมื่อ กกต.ทราบแล้วว่ามีผู้ที่ไปเลือกตั้งไม่ได้เพราะมีเหตุจำเป็นแต่ไม่ได้ลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตมากถึง 812,369 คน ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากระยะเวลาที่สั้นเพียงแค่ 3 วัน (ผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้ามี 2.4 ล้านคน เฉลี่ย 3 วัน คือวันละ 8 แสนคน) ทำให้มีคนเข้ามาในระบบเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในวันสุดท้าย จนทำให้ "ระบบล่าช้า" กกต.จึงมีอำนาจที่จะขยายเวลาได้ตามระเบียบข้อ 5

การอ้างระเบียบข้อ 105 มาปฏิเสธหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่มี "หน้าที่" ต้องไปออกเสียงประชามติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 50(5) ทั้ง ๆ ที่ตนเองมีอำนาจขยายเวลาหรือผ่อนผันได้ตามระเบียบข้อ 5 จึงไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมต่อประชาชนผู้เสียภาษีเป็นอย่างยิ่ง

ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงมิได้เกิดจาก ความบกพร่องของประชาชน โดย กกต.ทำถูกต้องแล้วแต่อย่างใด ดังนั้นการอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดจึงเป็นสิ่งที่ อ.อุษณีย์ มีข้อต่อสู้จริงๆ และคำขอของ อ.อุษณีย์ ก็มีเพียงให้ กกต.ขยายเวลาให้ลงทะเบียนประชามตินอกเขตให้เท่านั้น ซึ่งศาลปกครองยังสามารถสั่ง กกต.ให้ทำได้ทันตราบใดที่การลงประชามติยังไม่เสร็จสิ้น เพราะทุกหน่วยเลือกตั้งมีระบบให้ออกเสียงประชามตินอกเขตได้อยู่แล้ว และการนับคะแนนจะทำที่หน่วยใดก็ได้เพราะผลคะแนนจะนับรวมกันทั้งประเทศ

ทั้งนี้หากศาลปกครองสูงสุดพิจารณาไม่ทันวันที่ 8 ก.พ.2569 ศาลปกครองสูงสุดก็ยังพิจารณาต่อได้ อย่างน้อยก็จะทำให้ อ.อุษณีย์ไม่ต้องไปแจ้งเหตุที่ไม่ไปออกเสียงประชามติด้วยเหตุที่มิได้เกิดจากความบกพร่องของ อ.อุษณีย์ ดังที่ศาลปกครองกลางพิพากษาไว้เช่นนั้น

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของ อ.อุษณีย์ เพียงคนเดียว แต่คือเรื่องของคน 812,369 คน ที่ลงทะเบียนประชามตินอกเขตไม่ได้ ที่ไม่ได้เกิดจากความไม่ใส่ใจหรือมิได้ใช้ความพยายามอย่างเพียงพอในการลงทะเบียน แต่เป็นเพราะ กกต.บกพร่องในการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน

เรื่องนี้จึงมิใช่ "กกต.ทำถูกต้อง คนบกพร่องคือประชาชน" อย่างที่ กกต.พยายามจะบอก และอย่างที่ศาลปกครองกลางได้พิพากษาไว้ เรื่องนี้สังคมจึงพึงต้องสนับสนุน อ.อุษณีย์ ให้สู้คดีให้ถึงที่สุด ทั้งนี้เพื่อจะนำไปสู่การปรับปรุงการทำงานของ กกต.ให้เอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง มิใช่ทำงานแบบสะดวกแต่ตนเอง แล้วบอกประชาชนว่าไม่พอใจก็ไม่ต้องไปเลือกตั้งเช่นนี้ครับ

อ่านข่าว :

ศาลปกครองกลาง ยกฟ้อง กกต.เปิดลงทะเบียนประชามตินอกเขตกระชั้นชิด-ระบบล่ม

กระบวนการหลัง "ปิดหีบ" 8 ก.พ. เลือกตั้ง 2569 และ ออกเสียงประชามติ

กทม.เผย "เลือกตั้งล่วงหน้า 2569" ราบรื่น ผู้ใช้สิทธิกว่า 87% "ตะวันนา 2 เขตบางกะปิ" มากสุด