ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

ย้อนรอย เลือกตั้ง 2566 กกต.สั่ง 47 หน่วยนับคะแนนใหม่ ปม "คะแนนเขย่ง"

การเมือง
17:04
7,370
ย้อนรอย เลือกตั้ง 2566 กกต.สั่ง 47 หน่วยนับคะแนนใหม่ ปม "คะแนนเขย่ง"
ย้อนรอยเหตุการณ์อลเวงการเมือง เมื่อ "ทุกคะแนนมีค่า" มากกว่าที่คิด จนนำไปสู่ปฏิบัติการรื้อหีบเลือกตั้งนับใหม่อีกครั้ง 47 หน่วย ในการเลือกตั้งปี 2566 เพื่อตอบคำถามสังคมเรื่องความโปร่งใสและจัดการปม "คะแนนเขย่ง" ก่อนประกาศผล สส. อย่างเป็นทางการ

วันนี้ (10 ก.พ.2569) หากจะย้อนมองภาพความวุ่นวายของการเลือกตั้งไทย สิ่งหนึ่งที่มักจะกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญคือความคลุมเครือของผลคะแนน ในหน้าประวัติศาสตร์การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของไทยนั้น กรณีที่โด่งดังและยังคงถูกกล่าวขวัญถึงคือการเลือกตั้งในปี 2562 และ 2566 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของคำศัพท์ที่คนไทยคุ้นหูอย่าง "คะแนนเขย่ง"

ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 24 มี.ค.2562 ภายใต้ระบบจัดสรรปันส่วนผสม ทุกคะแนนมีความหมายอย่างยิ่งต่อการคำนวณ สส. แบบบัญชีรายชื่อ เหตุการณ์ที่ จ.นครปฐม เขต 1 กลายเป็นบทเรียนที่ชัดเจนที่สุด เมื่อผู้สมัครจากพรรคอนาคตใหม่ "น.ส.สาวิกา ลิมปะสุวัณณะ" ยื่นคำร้องขอให้นับคะแนนใหม่หลังพบความผิดปกติในการรวมคะแนน

ผลการนับคะแนนในครั้งนั้น "อลเวง" ถึงขีดสุด เมื่อการนับครั้งแรกและครั้งหลังให้ผลที่พลิกไปมาอย่างน่าตกใจ จากที่พรรคประชาธิปัตย์ชนะในตอนแรก กลับกลายเป็นพรรคอนาคตใหม่ชนะ 4 คะแนนในการประกาศอย่างไม่เป็นทางการของจังหวัด แต่สุดท้ายเมื่อเลขาธิการ กกต. แถลงผลทางการ "พ.ท.สินธพ แก้วพิจิต" จากพรรคประชาธิปัตย์กลับมาชนะด้วยคะแนนเพียง 4 คะแนน ความสับสนนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้จะมีการนับใหม่ แต่หากระบบการจัดการไม่มีมาตรฐานพอ ความเชื่อมั่นของประชาชนย่อมสั่นคลอน

ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2566 ปัญหาเดิมกลับมาอีกครั้ง เมื่อ กกต. มีมติสั่งให้มีการ นับคะแนนใหม่ใน 31 หน่วยเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ และ 16 หน่วยเลือกตั้งแบบแบ่งเขต รวมทั้งสิ้น 47 หน่วย จากทั้งหมดกว่า 95,000 หน่วยทั่วประเทศ สาเหตุสำคัญคือ "คะแนนเขย่ง" ซึ่งหมายถึงจำนวนผู้มาใช้สิทธิและจำนวนบัตรเลือกตั้งนั้นตรงกัน แต่ผลคะแนนที่สรุปออกมากลับไม่ตรงกับจำนวนดังกล่าว

กกต. มองว่าความผิดพลาดนี้อาจส่งผลต่อลำดับผู้ได้รับเลือกตั้งและจำนวนคะแนนที่แต่ละพรรคจะได้รับ จึงสั่งให้นับใหม่ในวันอาทิตย์ที่ 11 มิ.ย.2566 ใน 16 จังหวัด เพื่อให้ทันต่อการรับรองผลภายในเดือน มิ.ย. ดังนี้

  • กรุงเทพมหานคร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 3 หน่วย แบบบัญชีรายชื่อ 3 หน่วย
  • ชลบุรี แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย แบบบัญชีรายชื่อ 1 หน่วย
  • ชุมพร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย แบบบัญชีรายชื่อ 2 หน่วย
  • ตรัง แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 3 หน่วย แบบบัญชีรายชื่อ 3 หน่วย
  • ประจวบคีรีขันธ์ แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย แบบบัญชีรายชื่อ 6 หน่วย
  • ลพบุรี แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย แบบบัญชีรายชื่อ 7 หน่วย
  • สมุทรสาคร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย แบบบัญชีรายชื่อ 1 หน่วย
  • นครนายก แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย
  • แพร่ แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย
  • สระบุรี แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 2 หน่วย
  • สุโขทัย แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย 
  • กาญจนบุรี แบบบัญชีรายชื่อ 2 หน่วย
  • ฉะเชิงเทรา แบบบัญชีรายชื่อ 1 หน่วย
  • พังงา แบบบัญชีรายชื่อ 2 หน่วย
  • เพชรบุรี แบบบัญชีรายชื่อ 1 หน่วย
  • หนองคาย แบบบัญชีรายชื่อ 2 หน่วย

อ่านข่าว :

เช็กด่วน! กกต.ประกาศ 16 จว.นับคะแนนใหม่ 47 หน่วย 11 มิ.ย.66

กกต.สั่งนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ 47 หน่วย ผลไม่ตรงจำนวนบัตร-คนใช้สิทธิ

ก้าวข้ามมาถึงเหตุการณ์ล่าสุดในวันที่ 8 ก.พ.2569 บรรยากาศการเลือกตั้งและประชามติกลับมาดุเดือดอีกครั้ง ที่ จ.ชลบุรี เขต 1 เกิดเหตุการณ์ชุลมุนเมื่อชาวบ้านและตัวแทนพรรคการเมืองพบ "ใบขีดคะแนน" (Ballot Tally Sheets) จากหน่วยเลือกตั้งที่ 15 โรงเรียนอนุบาลวัดกลางดอน ถูกทิ้งอยู่ในถังขยะในช่วงเช้ามืดของวันที่ 10 ก.พ. ใบขีดคะแนนดังกล่าวระบุคะแนนของผู้สมัครเบอร์ 1 "นายสุชาติ ชมกลิ่น" พรรคภูมิใจไทย ได้ 266 คะแนน และ "นายวรท ศิริรักษ์" พรรคประชาชน เบอร์ 7 ได้ 278 คะแนน

เหตุการณ์นี้สร้างความสงสัยให้กับประชาชนที่มารวมตัวกันปิดล้อมสถานที่เก็บหีบบัตรเพื่อทวงถามความโปร่งใส จนรองเลขาธิการ กกต. ต้องลงพื้นที่ไกล่เกลี่ยท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียด ซึ่งประชาชนไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ออกจากพื้นที่จนกว่าจะมีความชัดเจนเรื่องการนับคะแนนใหม่

ในเวลาไล่เลี่ยกันที่ จ.จันทบุรี ภาคประชาชนได้รวมตัวกันยื่นหนังสือคัดค้านการประกาศผลการเลือกตั้งเขต 1 และเขต 2 เนื่องจากพบความผิดปกติในระบบรายงานผลที่เรียกว่า "ECT Report 69" โดยพบว่าคะแนนของผู้สมัครบางรายมีการ "แกว่ง" ขึ้นลงอย่างน่าสงสัย รวมถึงยอดรวมคะแนนสูงกว่าจำนวนบัตรดี ซึ่งผู้อำนวยการ กกต. จังหวัดอ้างว่าเป็น "ข้อผิดพลาดทางเทคนิค" ของระบบรายงานผล แต่คำชี้แจงดังกล่าวยังไม่สามารถคลายความกังวลของประชาชนและผู้สมัครที่รู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมได้

ท่ามกลางวิกฤตเหล่านี้ ข้อกฎหมายคือที่พึ่งสุดท้าย ม.122 และ ม.124 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ.2561 ได้ระบุอำนาจหน้าที่ไว้ชัดเจน หากพบว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่ตรงกับจำนวนบัตร คณะกรรมการประจำหน่วย (กปน.) ต้องตรวจสอบทันที และหากยังไม่ตรงกัน ต้องรายงานต่อ กกต. เพื่อพิจารณาสั่งนับคะแนนใหม่หรือลงคะแนนใหม่

แต่อย่างไรก็ตาม กปน. ไม่มีอำนาจในการสั่งนับใหม่เองโดยพละการ แต่ต้องบันทึกคำทักท้วงและเหตุการณ์ลงในแบบฟอร์มที่กำหนด เช่น ส.ส. 5/6 และ ส.ส. 5/10 เพื่อใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการร้องเรียนต่อ กกต. ชุดใหญ่ต่อไป

"การนับคะแนนใหม่" จึงไม่ใช่เพียงแค่การนำบัตรมานับใหม่ แต่คือกระบวนการพิสูจน์ความสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งต้องมีขั้นตอนที่เคร่งครัด ตั้งแต่การเบิกหีบบัตร การแต่งตั้งคณะกรรมการนับคะแนนใหม่ชุดละ 5 คน ไปจนถึงการเปิดโอกาสให้ตัวแทนพรรคการเมืองเข้าร่วมสังเกตการณ์ทุกขั้นตอน

ทั้งหมดนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ความสับสนซ้ำรอยเดิม และเพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า "เสียงของประชาชน" จะไม่ถูกทอดทิ้งหรือบิดเบือนไปในถังขยะหรือข้อผิดพลาดทางเทคนิคใด ๆ

อ่านข่าวอื่น :

สปส.วางกรอบงบ 275 ล้าน จัดเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ก.ค.นี้

สารพันปัญหาเลือกตั้ง "หลังปิดหีบ" กกต. สอบผ่านหรือไม่?

กกต.ขีดเส้น 2 วันรู้ผลสอบข้อเท็จจริง "นับคะแนนชลบุรี" แจงปมยุบรวมหีบบัตร