ตัดสายสัมพันธ์แม่-ลูก ผ่าพิธีกรรม "สัปเหร่อ" ฝังเด็กในสุสาน

อาชญากรรม
15:24
จำนวนผู้ชม 2,618
ตัดสายสัมพันธ์แม่-ลูก ผ่าพิธีกรรม "สัปเหร่อ" ฝังเด็กในสุสาน

“สัปเหร่อ” เจ้าพิธีกรรมผู้ที่อยู่เบื้องหลังความตาย ตามประเพณีไทยที่สืบต่อกันมา ตั้งแต่อดีต-ปัจจุบัน เรื่องของ “สัปเหร่อ”กลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้งหนึ่ง หลังเกิดเหตุ “สนม” สัปเหร่อวัยดึก ถูกผู้เสียหายร้อง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก.ให้ตรวจสอบและดำเนินคดีในข้อหาอนาจาร ,ฉ้อโกงประชาชน และใช้สถานที่ของวัดสิงห์ ต.ศาลเจ้าโรงทอง จ.อ่างทอง ฝังศพเด็กทารกมากกว่า 100 ศพ

ไม่ว่าจะอดีต หรือ ยุคปัจจุบัน เมื่อมีความตายเกิดขึ้น คนทั่วไปมักไม่ประสงค์ที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยว ยกเว้น “สัปเหร่อ” ที่ได้รับมอบหมายจากครอบครัวผู้สูญเสียให้เข้าไปช่วยดูแลและทำพิธีกรรม โดยทั่วไปแล้วผู้ที่ทำอาชีพดังกล่าว จะต้องมีความรู้วิธีการจัดการศพ และมีคาถาอาคมไสยศาสตร์คอยกำกับเพื่อปกป้องตนเองด้วย

ข้อมูลจากวิทยานิพนธ์เรื่อง : สัปเหร่อ การสืบสานคติ ความเชื่อและพิธีกรรมงานศพในเขตเทศบาล ตำบลบ่อแฮ้ว อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง โดย พระพระมหานฤดล มหาปญฺโญ (จวนตัว) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช 2561 ระบุเนื้อหาเกี่ยวกับการทำพิธีกรรมของสัปเหร่อ ไว้อย่างน่าสนใจ และไทยพีบีเอสออนไลน์ ขอสรุปใจความสำคัญบางช่วง บางตอนมานำเสนอ

ภาพประกอบข่าว ตัดสายสัมพันธ์แม่-ลูก ผ่าพิธีกรรม

สัปเหร่อจะไม่พูดหรือท่องคาถาให้คนอื่นฟัง จะเรียนวิชาแบบปากต่อปาก และจดจำวิธีการสืบต่อกันมา ทั้งวิธีการจัดการศพข้อห้ามและข้อปฏิบัติ เช่น การให้ความเคารพนายป่าช้า หรือ ตากลียายกลา จากคติและความเชื่อที่สำคัญต้องมีความรู้ทางไสยศาสตร์

ปัจจุบันขั้นตอนและพิธีกรรมของประเพณีการตายจะลดลงตามสภาพสังคมและสภาวะเศรษฐกิจ แต่สังคมไม่อาจขาดคนทำหน้าที่สัปเหร่อได้ โดยเฉพาะบทบาทในการบอกหนทาง หากมีความคุ้นเคยกับครอบครัวผู้เสียชีวิต หรือบทบาทในการอาบน้ำศพ กรณีมีผู้เสียชีวิตที่บ้าน สัปเหร่ออาจเป็นผู้ทำหน้าที่ แต่หากเสียชีวิตจากการเจ็บป่วยขณะอยู่โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและพยาบาลจะเป็นผู้ทำหน้าที่นี้

ส่วนการมัดตราสัง ผู้ทำหน้าที่นี้ คือ สัปเหร่อ ซึ่งต้องเคยได้รับการฝึกหัดมัดศพและเรียนรู้คาถาที่จะกล่าว ในเวลาผูกมัดศพ การเบิกโลงการทำเครื่องประกอบโลง และการเผาศพการตั้งศพ การจุดไฟไว้หน้าศพ โดยเฉพาะความเชื่อในการทิ้งเบี้ยให้ ตากลียายกลา เพื่อซื้อที่สำหรับเผาศพกับเจ้าของป่าช้า

นอกจากนี้ ข้อมูลจากวิทยานิพนธ์ดังกล่าว ตอนหนึ่งได้จัดการเสียชีวิตไว้ 2 ประเภท คือ การประกอบพิธีกรรมงานศพประเภท “ตายดี” และ “ตายร้าย” โดย ตายกล๋ม หรือ “ตายท้องกลม” ซึ่งสัปเหร่อจะต้องทำพิธีกรรมตั้งแต่ช่วงต้นและช่วงท้ายคือ การเก็บอัฐิธาตุตายท้องกลม

ภาพประกอบข่าว ตัดสายสัมพันธ์แม่-ลูก ผ่าพิธีกรรม

คนตายพร้อมกับลูกขณะที่ลูกยังอยูในท้อง การตายลักษณะนี้ ชาวบ้านถือว่าวิญญาณเฮี้ยนมาก จะต้องทำพิธีกรรมเฉพาะเรียกว่า “ผ่าจ้าน” (พิธีตัดความสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นกับคนที่จากไป เพื่อให้คนที่ยังอยู่เริ่มต้นใหม่ได้โดยไม่มีพันธะทางใจกับผู้ที่จากไป) เสียก่อนจึงจะนำไปฝังได้ พิธีศพนั้นเริ่มตั้งแต่การนำศพลงจากบ้านตรงใต้ถุนตรงที่ศพนอน แล้วนำศพใส่คานหามที่เตรียมไว้  ผูกศพติดคานหามสามแห่ง คือ คอ เอวและที่เท้า เมื่อศพพ้นจากบ้าน ก็จะทำพิธีตัดขาดความเป็นสามีภรรยา

จากนั้นจึงนำศพไปป่าช้าผู้ทำพิธีเรียกว่าหมอผี จะนำกรวยดอกไม้ใส่ในมือสัก 1 กรวยและให้สามี 1 กรวยเสร็จ แล้วจะนำได้สายสิญจน์ผูกมือส่งแล้วโยงได้มาผูกกับมือผู้เป็นสามี แล้วทำพิธีเสกคาถาลงบนมีดหมอ ตัดด้ายสายสิญจน์ตรงกลางให้ขาดทีเดียว ส่วนผู้เป็นสามีต้องจะถอดเสื้อผ้าวิ่งเข้าไปอยู่ในวัด โดยไม่เหลียว หลังประมาณ 3-7 วัน และบางคนถือโอกาสบวชอุทิศส่วนกุศลให้ เมื่อทำพิธีตัดเสร็จแล้ว จึงจะนำศพไปป่าช้า

เมื่อศพมาถึงป่าช้า ก็จะมีการเสี่ยงทายสถานที่ฝังศพ ด้วยการโยนไข่ไก่ ถ้าไข่แตกตรงไหน ให้ขุดหลุมฝังศพตรงนั้น และก่อนจะนำศพลงหลุมต้องทำพิธีกรรม หมอผีจะนำเคียวเกี่ยวข้าวที่คมกริบมาแหวกหน้าท้องศพครั้งเดียว จากด้านล่างขึ้นด้านบน แล้วนำทารกออกมาฝังข้าง ๆ ศพมารดา และกลบดิน การทำพิธีกรรมทุกขั้นตอนจะต้องเสกคาถาทุกครั้ง เพื่อสะกดวิญญาณผู้เสียชีวิต

ท่ามกลางคำถามของสังคม ต่อพฤติกรรมของสัปเหร่อที่ใช้สถานที่วัดสิงห์ ต.ศาลเจ้าโรงทอง อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ฝังศพเด็กทารกมากกว่า 100 ศพ โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า การกระทำดังกล่าวผิดกฎหมายฐานซ่อนเร้นหรือทำลายศพหรือไม่

ภาพประกอบข่าว ตัดสายสัมพันธ์แม่-ลูก ผ่าพิธีกรรม

“ชัย” สัปเหร่อประจำวัดเล็ก ๆในภาคตะวันออก บอกว่า ไม่เคยทำพิธีผ่าจ้าน หรือทำศพตายทั้งกลม แต่ปัจจุบันหากมีการเสียชีวิตในลักษณะนี้จริงทางโรงพยาบาลจะเป็นผู้จัดการทั้งหมด ส่วนใหญ่จะทำพิธีกรรมศพทั่วไป รายได้สัปเหร่อจะได้จากค่าทำศพ มีค่าครูประมาณ 100-150 บาท หรือตามแต่เจ้าภาพจะจัดให้

“หน้าที่เรา คือ เมื่อร่างผู้เสียชีวิตมาถึงวัด ก็จะมีพิธีรดน้ำศพ นำร่างบรรจุโลงก่อนตะวันตกดิน จากนั้นจึงทำพิธีมัดตราสัง ต้องมีคาถาสะกดวิญญาณ แต่บางเจ้าภาพไม่อยากให้มัด ก็ใช้วิธีต้องผูกสายสิญจน์ไว้ที่นิ้วโป้งผู้ตายแทน แต่ถ้าที่เป็นศพที่ตายร้าย ไม่ดี ก็จะบอกเจ้าภาพให้มัดตราสัง เนื่องจากเชื่อว่าวิญญาณจะแรง... ที่ทำอาชีพนี้ นอกจากจะได้บุญแล้ว ปัจจุบันก็หาคนทำยาก เพราะเป็นสัปเหร่อก็ต้องมีจรรยาบรรณเหมือนกัน”

ภาพประกอบข่าว ตัดสายสัมพันธ์แม่-ลูก ผ่าพิธีกรรม

สำหรับคดีที่เกิดขึ้น พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ บอกว่า กรณีศพทารกที่วัดสิงห์ ต้องรอการสืบสวนสอบสวนเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า ซากร่างทั้งหมดมาจากการผ่าของสัปเหร่อหรือไม่ ส่วนการพิสูจน์ว่า ผู้ตายเป็นใคร ตายจากเหตุอะไร ใครทำให้ตาย และเมื่อไหร่ ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเพราะจะสามารถบอกช่วงระยะเวลาว่า ก่อนจะฝังนานเท่าไหร่

ปกติศพที่ผ่าจากโรงพยาบาลจะไม่ทิ้งแบบนี้ และดูไม่ยากเพราะจะมีรอยผ่า แต่ถ้าเอาจากแม่มาทิ้ง ทิ้งไม่ได้ ด้วยกฎหมายถ้าเกิดมามีชีวิตเพราะเกิดจากโรงพยาบาลแล้วเสียชีวิต จะต้องออกใบมรณบัตร ใบมรณบัตรก็จะบอกที่ฝัง แต่หากเสียชีวิตในท้องก็ต้องทำคลอดที่โรงพยาบาล เพราะจะไม่ปล่อยให้คลอดกับหมอตำแย

ภาพประกอบข่าว ตัดสายสัมพันธ์แม่-ลูก ผ่าพิธีกรรม

ด้าน ผศ.นพ.สมิทธิ์ ศรีสนธิ์ นายกสมาคมแพทย์นิติเวชแห่งประเทศไทย ตั้งข้อสังเกตว่า แพทย์นิติเวชในโรงพยาบาล จะผ่าเฉพาะกรณีเสียชีวิตที่ผิดธรรมชาติ แต่หากเสียชีวิตด้วยโรคประจำตัว หรือเสียชีวิตในโรงพยาบาล ญาติไม่ติดใจสาเหตุ จะไม่มีการผ่าท้องนำร่างของทารกออกมา จะส่งร่างคืนให้ญาติไปประกอบพิธีทางศาสนา อาจเป็นที่มาของซากทารกในสุสานด้วยเหตุผลนี้ หรืออีกกรณี เนื่องจากจังหวัดอ่างทอง เมื่อ 20 ปีก่อน เป็นพื้นที่ขาดแคลนแพทย์นิติเวช การส่งร่างมาให้แพทย์นิติเวชผ่าชันสูตร ที่กรุงเทพฯ อาจเป็นเรื่องเกินกำลัง ทำให้ศพหญิงตั้งครรภ์ อาจถูกจัดการด้วยความเชื่อของชาวบ้านเอง

ไม่ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นจะได้ข้อยุติลงอย่างไร ร่างทารกที่ถูกฝังในสุสานจะถูกขุดขึ้นมาพิสูจน์และเข้าข่ายจะผิดกฎหมายซ่อนเร้นอำพรางหรือไม่ก็ตาม แต่ข้อหาอนาจาร “สัปเหร่อ” ที่ถูกผู้เสียหายร้องเรียน คงรอดยาก

กระนั้นตามประเพณีวัฒนธรรมไทยของทุกภาค “สัปเหร่อ” ยังคงมีความสำคัญเสมอ

 

ของแถมราคาแพง ยิ่งกว่า "บทเรียน" ของ กกต.

"รอมฎอน 2569" เดือนแห่งศรัทธา ชาวมุสลิมเข้าสู่การถือศีลอด

วิกฤตราคา "มะพร้าวน้ำหอม" ความท้าทายที่ยังไร้ "ทางออก"