วันนี้ (19 ก.พ.2569) นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ชี้แจงถึงที่มาและสถานการณ์สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ในประเทศไทย ระบุว่า กฎหมายฉบับแรกเริ่มจากประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 287 เมื่อปี 2515 ก่อนพัฒนาเป็นพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2517 และปรับปรุงล่าสุดตามพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 เพื่อป้องกันการทุจริต กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำกับดูแล และคุ้มครองสิทธิสมาชิก
รูปแบบการดำเนินงานกำหนดให้มีผู้ก่อตั้งอย่างน้อย 7 คน สมาชิกจ่ายเงินสงเคราะห์ศพละ 20–100 บาทตามขนาดสมาคม และสามารถหักค่าใช้จ่ายบริหารได้ร้อยละ 4–9 ตามที่กฎหมายกำหนด ย้ำว่าการเป็นสมาชิกไม่ใช่การออมทรัพย์หรือประกันชีวิต เงินที่ช่วยเหลือสมาชิกที่เสียชีวิตแล้วไม่สามารถเรียกคืนได้ เว้นแต่เงินล่วงหน้าที่ยังไม่ถูกนำไปใช้
การฌาปนกิจสงเคราะห์มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สมาชิกช่วยเหลือกันในการจัดการศพโดยไม่แสวงหากำไร ปัจจุบันมีฌาปนกิจสงเคราะห์ภาครัฐ 80 แห่ง สมาชิกประมาณ 3.5 ล้านคน และสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ของประชาชน 4,874 แห่ง สมาชิกประมาณ 7 ล้านคน โดยข้อมูลวันที่ 31 ธ.ค.2568 ยังดำเนินการอยู่ 3,839 แห่ง
ล่าสุดช่วงเดือน เม.ย.2568-ก.พ.2569 มีการยกเลิกสมาคมเพียง 10 แห่งเท่านั้น ไม่ใช่การยกเลิกทั่วประเทศ โดยการเลิกอาจเกิดจากมติที่ประชุมใหญ่ คำสั่งนายทะเบียนกรณีดำเนินงานไม่สุจริต หรือคำสั่งศาล ทั้งนี้ เมื่อเลิกแล้วจะเข้าสู่กระบวนการชำระบัญชี ตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินตามกฎหมาย
อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ยืนยันว่า สมาคมส่วนใหญ่ยังดำเนินงานตามปกติ พร้อมฝากหลัก "3 ต." ได้แก่ ตรวจสอบการจดทะเบียน ตรวจสอบสิทธิและหน้าที่ และติดตามการดำเนินงานผ่านการประชุมใหญ่ประจำปี เพื่อความโปร่งใส
ทั้งนี้ ยอมรับว่าสังคมสูงวัย โดยเฉพาะในชนบท ส่งผลให้สมาชิกใหม่ลดลง รายรับไม่สมดุลกับรายจ่าย อาจกระทบเสถียรภาพบางแห่ง แต่ยืนยันว่าระบบยังมีกลไกกำกับดูแลชัดเจนเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน
สำหรับประชาชนที่พบความผิดปกติสามารถแจ้งนายทะเบียนประจำท้องที่ หรือสายด่วน 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง
อ่านข่าว :
รัฐบาลแจงยกเลิก "สมาคมฌาปนกิจ" บางพื้นที่ ปัจจุบันยังดำเนินการ 3.8 พันแห่ง










