เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2569 เว็บไซต์ https://www.supremecourt.gov/opinions/25pdf/24-1287_4gcj.pdf เผยแพร่คำพิพากษาศาลสูงสุดสหรัฐฯ ในคดีระหว่าง บริษัท เลิร์นนิ่ง รีซอร์สเซส จำกัด (Learning Resources, Inc.) และคณะ กับ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และคณะ (และคดีที่พิจารณาร่วมกันคือ Trump v. V.O.S. Selections, Inc.) สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
ประเด็นพิจารณาหลัก
คำถามสำคัญในคดีนี้คือ กฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ ค.ศ.1977 (International Emergency Economic Powers Act หรือ IEEPA) ให้อำนาจประธานาธิบดีในการประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากร (Tariffs) หรือไม่
ความเป็นมาของคดี
ภายหลังจากเข้ารับตำแหน่ง ปธน.ทรัมป์ ได้พยายามแก้ไขปัญหาภัยคุกคามจากต่างประเทศ 2 ประการ ได้แก่
- การทะลักเข้ามาของยาเสพติดผิดกฎหมาย จากแคนาดา เม็กซิโก และจีน ซึ่งประธานาธิบดีวินิจฉัยว่าเป็น "วิกฤตสาธารณสุข"
- การขาดดุลการค้าที่สูงและเรื้อรัง ซึ่งประธานาธิบดีเห็นว่าทำให้ฐานการผลิตของอเมริกาอ่อนแอลงและกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญ
ประธานาธิบดีได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติและใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA เพื่อตอบโต้ภัยคุกคามดังกล่าว โดยได้ดำเนินการดังนี้
- ภาษีปราบยาเสพติด (Drug-trafficking tariffs) กำหนดภาษีขาเข้าร้อยละ 25 สำหรับสินค้าส่วนใหญ่จากแคนาดาและเม็กซิโก และร้อยละ 10 สำหรับสินค้าจากจีน (ปรับเพิ่มเป็นร้อยละ 20 และร้อยละ 145 ในบางรายการ)
- ภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariffs) กำหนดภาษีขาเข้าอย่างน้อยร้อยละ 10 สำหรับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศคู่ค้า (บางประเทศสูงกว่า) เพื่อแก้ปัญหาขาดดุลการค้า
กลุ่มผู้ฟ้องร้องซึ่งประกอบด้วยธุรกิจขนาดเล็กและรัฐต่าง ๆ ได้ยื่นฟ้องโดยโต้แย้งว่า กฎหมาย IEEPA ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีดังกล่าว
คำวินิจฉัยของศาล
ศาลสูงสุดวินิจฉัยว่า กฎหมาย IEEPA "ไม่ได้" ให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีศุลกากร โดยมีเหตุผลทางกฎหมายที่สำคัญดังนี้
1.รัฐธรรมนูญมอบอำนาจการจัดเก็บภาษีให้แก่สภาคองเกรสเท่านั้น ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 1 ส่วนที่ 8 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า "สภาคองเกรสเท่านั้นที่มีอำนาจในการกำหนดและจัดเก็บภาษีและอากร" (The Congress shall have Power To lay and collect Taxes, Duties, Imposts and Excises.) ผู้ร่างรัฐธรรมนูญให้ความสำคัญกับอำนาจนี้เป็นอย่างมากและไม่ได้มอบอำนาจส่วนใดเลยให้กับฝ่ายบริหาร ฝ่ายรัฐบาลเองก็ยอมรับว่าประธานาธิบดีไม่มีอำนาจโดยกำเนิดในการกำหนดภาษีในช่วงยามสงบ
2. การตีความถ้อยคำในกฎหมาย (Statutory Interpretation) ฝ่ายรัฐบาลอ้างคำว่า "ควบคุม" (Regulate) และ "การนำเข้า" (Importation) ในกฎหมาย IEEPA เพื่อสนับสนุนการจัดเก็บภาษี แต่ศาลเห็นว่า
- คำว่า "ควบคุม" (Regulate) โดยทั่วไปหมายถึงการจัดระเบียบ การกำหนดกฎเกณฑ์ หรือการกำกับดูแล แต่ไม่ได้รวมถึงอำนาจในการจัดเก็บภาษี (Taxation)
- ในประมวลกฎหมายของสหรัฐฯ มีกฎหมายจำนวนมากที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารในการ "ควบคุม" แต่รัฐบาลไม่สามารถระบุกฎหมายอื่นใดเลยที่คำว่า "ควบคุม" นั้นครอบคลุมถึงอำนาจในการเก็บภาษี
- หากสภาคองเกรสประสงค์จะมอบอำนาจที่สำคัญยิ่งในการกำหนดภาษี สภาคองเกรสจะระบุไว้อย่างชัดเจนโดยใช้คำว่า "อากร" (Duty) หรือ "ภาษีศุลกากร" (Tariff) เหมือนในกฎหมายฉบับอื่น ๆ
3. หลักเกณฑ์ว่าด้วยคำถามสำคัญ (Major Questions Doctrine) ศาลใช้หลักการที่ว่า หากประธานาธิบดีอ้างอำนาจที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเมืองเป็นวงกว้าง เช่น การกำหนดภาษีที่อาจมีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ ประธานาธิบดีต้องสามารถชี้ให้เห็นถึง "การมอบอำนาจจากสภาคองเกรสที่ชัดเจน" ซึ่งในกรณีนี้ไม่มีความชัดเจนดังกล่าว
ศาลไม่ยอมรับการตีความมอบอำนาจที่กว้างขวางในความไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเมืองเป็นวงกว้าง การกำหนดภาษีนำเข้าที่ไม่มีขีดจำกัด (Unbounded tariffs) จะมีผลกระทบมหาศาล
4. บริบททางประวัติศาสตร์ ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีที่กฎหมาย IEEPA มีผลบังคับใช้ ไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดใช้อำนาจตามกฎหมายนี้ในการกำหนดภาษีศุลกากรเลย การขาดบรรทัดฐานทางประวัติศาสตร์ประกอบกับขอบเขตอำนาจที่ประธานาธิบดีอ้างในครั้งนี้ เป็นข้อบ่งชี้ว่าการกระทำดังกล่าวเกินกว่าขอบเขตตามกฎหมาย
ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำสั่ง ยืนตามคำพิพากษาเดิมที่ว่าประธานาธิบดีไม่มีอำนาจจัดเก็บภาษีศุลกากรภายใต้กฎหมาย IEEPA และให้ยกฟ้องในบางส่วนเนื่องจากปัญหาด้านเขตอำนาจศาลของศาลชั้นต้น
อ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม : https://www.supremecourt.gov/opinions/25pdf/24-1287_4gcj.pdf
อ่านข่าวอื่น :
สธ.เผยสุขภาพ จนท. ใกล้ชิดเสือโคร่งตาย ยังไม่พบผู้ป่วย เฝ้าระวังอีก 21 วัน
มติ 6-3 ศาลสูงสุดสหรัฐฯ คว่ำภาษีนำเข้าทั่วโลกของทรัมป์ ชี้เกินอำนาจผู้นำ
กกต.ขอขยายเวลาชี้แจง กรณีบัตรเลือกตั้งไม่เป็นความลับ










