เลิกค้ำ "ตระกูลฮุน" เจ้านโรดม จักราวุธ ทางเลือกใหม่ของ "จีน"

การเมือง
14:21
จำนวนผู้ชม 929
เลิกค้ำ "ตระกูลฮุน" เจ้านโรดม จักราวุธ ทางเลือกใหม่ของ "จีน"
Botnoi Voice

การเดินสายของ “ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระหว่างเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace ) จัดขึ้นที่สถาบันสันติภาพโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ (Donald J. Trump Peace Institute)  กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เป้าหมายส่งเสริมการฟื้นฟูกาซา การสร้างสันติภาพ และหารือประเด็นเสถียรภาพในระดับภูมิภาคและโลก ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวต่างประเทศ เมื่อวันที่ 19 ก.พ.2569 อ้างกองทัพไทยยึดครองดินแดนในเขตอธิปไตยเขมรหลายพื้นที่  

ไม่เพียงทำให้ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รมว.ต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางปฏิบัติภารกิจที่ฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์ มีโอกาสพบ “ฌ็อง-นอแอล บาร์โร” รมว.กิจการยุโรปและการต่างประเทศของฝรั่งเศส ออกมาชี้แจงทันควัน

“เราอยากให้การหยุดยิงเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ เป็นเพื่อนบ้านกันก็ต้องอยู่ด้วยกัน ได้รับประโยชน์ระหว่างกันแต่กัมพูชาก็ต้องมีท่าที่ ตอบสนองด้วย เราจะก้าวข้ามไม่ได้ถ้าเขาไม่มีท่าทีตอบสนอง แต่ถ้าไม่ตอบสนอง เราก็พร้อมที่จะเดินหน้า เราไม่ได้กลัว”

คำพูดและท่าทีของ “ฮุนมาเนต” นายกฯกัมพูชา ต่อประเทศไทย ขณะที่ไทย-เขมร ยังอยู่ในช่วงเจรจาหยุดยิง ทำให้ “ทรงฤทธิ์  โพนเงิน” ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง มองว่า ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย พื้นที่ใดก็ตามหากกัมพูชาสามารถแสดงออกเพื่อให้คนอื่นเห็นตัวตนก็จะต้องเดินทางไป 

ภาพประกอบข่าว เลิกค้ำ

“ต้องเข้าใจว่าการประชุม Board of Peace  โดยมี 62 ประเทศเข้าร่วม เป็นกลไกที่สหรัฐอเมริกาต้องการจะจัดตั้งให้ตัวเองเป็นผู้นำและป็นกลไกที่สหรัฐฯ อยากสร้างขึ้นมาเพื่อให้ตัวเองเป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียว แม้กระทั่งบอร์ดคณะผู้บริหาร 7 คนแรกก็เป็นคนอเมริกัน และหากสังเกตประเทศที่แสดงตัวตน ล้วนแล้วแต่ต้องการจะพึ่งพาสหรัฐฯทั้งในเชิงของอำนาจการลงทุนและผลประโยชน์ที่มีร่วมกันอยู่แล้ว มีจุดประสงค์สำคัญ คือ อยากจะลดทอนภาษีทรัมป์”

แนวรบต่างประเทศ “กัมพูชา”  ใช้เวทีโลกลวงสร้างภาพ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ความเพลี่ยงพล้ำ” ปัจจุบัน เป็นผลพวงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากกัมพูชาทำเองทั้งสิ้น โดยเห็นได้จากการสู้รบระลอกที่สอง  แม้สื่อกัมพูชาพยายามจะปกปิดปัญหาการปะทะระหว่างทหารไทย-เขมร ช่วงแรกด้วนการสื่อทางเดียวของ “ตระกูลฮุน เซน” แต่สื่อของ “สม รังสี” อดีตผู้นำพรรคฝ่ายค้านกัมพูชา  ได้นำข้อมูลที่เกิดขึ้นสวนกลับฝั่งฮุนเซน ในเรื่องของการเสียดินแดนให้กับประเทศไทย

ขณะที่รัฐบาลกัมพูชาไม่กล้าเผยแพร่ความจริงให้กับประชาชนรับรู้ หากมองในแง่ของการเมืองในกัมพูชา โดยที่ฝ่าย “สม รังสี” เป็นคนเติมเชื้อไฟเข้าไปว่าตระกูลฮุน นำประเทศไปสู่การล่มสลาย นี่คือสิ่งที่หอกทิ่มแทงกลับเข้าไป ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจว่าทำไม “ฮุนมาเนต”  จึงต้องเดินทางไปร่วมประชุม

ภาพประกอบข่าว เลิกค้ำ

อาจารย์ทรงฤทธิ์ ตั้งข้อสังเกตว่า จากภาพในคลิปจะเห็น ฮุน มาเนต นั่งอยู่ด้านหลังตัวเล็ก ๆ  และโดนัลด์ ทรัมป์ เดินไปจับมือ  หรือเรียกว่า แค่สัมผัสมือโดยไม่พูดไม่อะไร หลังจากนั้นก็ไปคุยกับคนอื่น และย้อนกลับมาก็แค่นั้น  แต่สิ่งที่กัมพูชาได้ คือ ภาพที่นำมาเสนอข่าวให้กับประชาชนกัมพูชารับรู้ว่ามีโอกาสได้พูดคุยกับทรัมป์ตัวต่อตัว 

สอดคล้องกับภาพในเฟซนิวส์ “ฮุน มานา”  ลูกสาวของฮุนเซน  และเป็นน้องสาวของฮุนมาเนต  ได้มีการตัดต่อภาพออกมาเผยแพร่  โดยภาพแรกเป็นภาพที่ ฮุนมาเนต อยู่ในเฟรมร่วมกับทรัมป์  ซึ่งเป็นภาพที่อยู่ในการประชุม Board of Peace  วันที่  19 ก.พ. ที่ผ่านมา ส่วนภาพที่สองเป็นภาพ ฮุน มาเนต และทรัมป์ นั่งคู่กันเพื่อลงนาม ซึ่งเป็นภาพที่เกิดขึ้นที่เวทีกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย แต่การเอาภาพทั้งสองวาระมาใส่ในเฟรมเดียวกันก็เพื่อทำให้ประชาชนกัมพูชา เข้าใจได้ว่าได้เข้าพบและสื่อสารเป็นการส่วนตัว หรือเรียกว่า  “เป็นการต่อภาพเพื่อสร้างภาพ และสามารถหลอกคนกัมพูชาได้”  

และหากดูทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ข้อเท็จจริง ทรัมป์ ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญเพราะที่สุดแล้วก็ไม่ได้คุยกับ ฮุน มาเนต โดยให้ฮุน มาเนต ไปคุยกับผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศแทน

“จีน”  ไม่ค้ำบัลลังก์ 2 พ่อ-ลูก “ตระกูลฮุน” ?

แม้ชาวกัมพูชาจะถูกรัฐบาลตระกูลฮุนหลอกมาเป็นเวลานาน จากการรับข้อมูลข่าวสารเพียงด้านเดียว โดยการปิดหู  ปิดตา  ปิดสื่อ  ด้วยระบบการสื่อสารช่องทางเดียว (Single Gateway) ด้วยเทคโนโลยีจากประเทศจีน ที่สามารถรับข่าวสารเฉพาะที่รัฐป้อนข้อมูลให้ แต่เมื่อเดือนต.ค. 2568  พบว่ามีการใช้เครือข่าย Sky Net เทคโนโลยีของอเมริกัน เข้ามาแทรก

มีการคาดการณ์ว่าเป็นฝีมือของกลุ่ม “สม รังสี” อดีตผู้น้ำฝ่ายค้านของกัมพูชา จึงทำให้เห็นปรากฎการณ์ของคลิปต่าง ๆ ที่ออกมาโจมตีตระกูลฮุน โดยเฉพาะคลิปการปราบและจับต่าง ๆ ทำให้คนได้เห็นข้อเท็จจริงอีกด้านที่ปิดมานาน ดังนั้นตระกูลฮุน จึงต้องพยายามเดินเกมเพื่อดึงประเทศมหาอำนาจเข้ามากอบกู้ช่วยเหลือตัวเอง เพื่อรักษาอำนาจในบ้านของตัวเองไว้ให้ได้ บนพื้นฐานที่จีนก็ไม่ไว้วางใจ และไม่ค้ำจุนอีกต่อไปแล้ว”

สมเด็จเจ้านโรดม จักราวุธ

สมเด็จเจ้านโรดม จักราวุธ

ภาพเห็นชัดเจน คือ จีนกำลังสร้างบารมีให้กับ “สมเด็จเจ้านโรดม จักราวุธ”หัวหน้าพรรค FUNCINPEC ซึ่งเป็นพระวงศ์พระองค์หนึ่งของกัมพูชา เนื่องจากจีนเข้าไปมีอิทธิพลในกัมพูชาอยู่แล้ว การลงทุนจำนวนมากยิ่งแสดงออกในเชิงผลประโยชน์ที่มี   จึงจำเป็นต้องสร้างกลุ่มกำลังใหม่ที่ต่างจาก “ตระกูลฮุน” แต่ต้องมีบารมี

“สัญญาณมันชัดเจนแล้ว จีนไม่ค้ำจุนตระกูลฮุน ทั้งที่เข้าไปลงทุนมีมูลค่าทรัพย์สินมากมาย ไม่ต้องแปลกใจเพราะมีกลไกการเมืองอื่น จึงไม่จำเป็นต้องมีตระกูลฮุนก็ได้”

หากสังเกตตั้งแต่จีนสืบทราบว่า ฮุน เซน เปิดบ้านเลี้ยงสแกมเมอร์แล้วมีผลประโยชน์ร่วมกับสแกมเมอร์ โดยส่วนใหญ่เป็นคนจีนที่เดือดร้อน เหมือนเป็นการตบหน้าจีน ในลักษณะที่คล้ายว่า ฉันค้ำจุนแล้ว ฉันก็ปราบอาชญากรที่บ้านฉัน อยู่มาวันหนึ่งทำไมประเทศคุณถึงเปิดบ้านต้อนรับสแกมเมอร์เหล่านี้และยังมาโกงคนของฉันอีก

ดังนั้นจะค้ำจุนไปทำไม นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ หลิว จงอี้ (Liu Zhongyi) ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีนและมือปราบคอลเซ็นเตอร์ชื่อดัง ลงพื้นที่กัมพูชาในการกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์ การพนันออนไลน์ และทุนสีเทา  โดยที่ไม่ให้กัมพูชาสร้างภาพจับกุมเหมือนที่ผ่านมา  

ไทย-เขมร เปลี่ยนตัวผู้นำ ต้องกำหนดกติกาชายแดน

หากในอนคตมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำกัมพูชา  ทั้งจากที่สหรัฐอเมริกาส่งมาก็ดี  หรือจีนส่งมาก็ดี  ถามว่าจะมีผลเปลี่ยนแปลงอะไรกับไทย – กัมพูชา หรือไม่ 

ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มประเทศลุ่มแม่โขง อธิบายว่า หากมองตามความเป็นจริง  ความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ ไม่ได้เกิดจากประชาชน แต่มาจากกลุ่มก้อนผลประโยชน์ทางการเมืองระหว่างสองประเทศ กระทั่งวันที่คนไทยได้รับรู้เรื่องจริงก็หูตาสว่างขึ้น แล้วก็เลือกว่าจะไม่มีสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเหมือนเดิม แต่จะบอกว่าเป็นไปได้ยาก เพราะมีพื้นที่ชายแดนติดกัน 

ภาพประกอบข่าว เลิกค้ำ

ดังนั้นอาจจะต้องกำหนดกฎกติกามารยาทในเรื่องชายแดน การเปิดปิดการค้าการท่องเที่ยว หรือแม้กระทั่งบ่อนคาสิโนว่า จะจัดการอย่างไร?

“ต้องมองด้วยว่า “ตระกูล ฮุน เซน” ไม่ได้อยู่ตลอดไป แต่คนกัมพูชารุ่นลูกรุ่นหลานยังต้องอยู่เช่นเดียวกับบ้านเรา มองแค่นี้สั้น ๆ ไม่ได้  ถ้าตระกูลฮุนเป็นปัญหาก็ต้องโฟกัสตรงนี้ ปัญหาในไทยก็เช่นเดียวกัน” 

ปิดท้าย อาจารย์ทรงฤทธิ์ อยากจะให้นำภาพยนตร์เรื่อง “รักข้ามขอบฟ้า” กลับมาฉายอีกครั้ง หลังเคยฉายครั้งแรกเมื่อปี 2514 เพราะอาจจะทำให้ความขัดแย้งลดลง เนื่องจากช่วงที่ไทย-กัมพูชา มีข้อพิพาทเรื่องปราสาทเขาพระวิหารนานกว่า 10 ปี ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้หยุดความขัดแย้งในอดีตมาแล้ว และมีข่าวว่าไทยกำลังจะนำภาพยนตร์กลับมาปัดฝุ่นอีกครั้ง โดยหวังจะเห็นสันติภาพระหว่างสองประเทศผ่านบนแผ่นฟิล์ม

ทรัมป์แถลงนโยบายประจำปี ชูเศรษฐกิจเฟื่องฟู หลังกลับสู่อำนาจสมัย 2

ร้อง "จรูญเกียรติ" ดำเนินคดี "ครูบาชัยวัฒน์" รุกที่ สปก.

“ธรรมนัส” ถอย มีโอกาสพรรคแตก “กล้าธรรม” ไม่ได้ตั้งเพื่อเป็นฝ่ายค้าน