บทนิยามของอาวุธที่ชื่อว่า SLAPP
คำว่า SLAPP ย่อมาจาก Strategic Lawsuit Against Public Participation หรือในภาษาไทยเรียกสั้น ๆ คือ "การฟ้องปิดปาก หรือ การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะ" องค์กรเสรีภาพสื่อ (PEN America) ระบุว่า นี่ไม่ใช่การฟ้องร้องเพื่อแสวงหาความยุติธรรมตามปกติ แต่เป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการคุกคาม ข่มขู่ หรือขัดขวางการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนในประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ
เป้าหมายหลักของการฟ้อง SLAPP ไม่ใช่ชัยชนะในเชิงคดีความเสมอไป แต่คือการสร้าง "ภาวะชะงักงัน" ให้กับสังคม เพื่อให้จำเลยซึ่งมักจะเป็นชาวบ้าน นักกิจกรรม นักข่าว หรือนักวิชาการ ต้องสูญเสียทรัพยากร ทั้งเงินทอง เวลา และพลังกายพลังใจในการต่อสู้คดี จนสุดท้ายต้องเลือกที่จะ "เงียบ" ไปเอง
เมื่อไทยคือ "ผู้นำ" ในด้านที่ไม่น่าภูมิใจ
ผลการศึกษาที่ถูกนำมาเสนอบนเวทีแนวทางการจัดการกับ SLAPP ต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : ความท้าทายและบทเรียนที่ได้รับ เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2566 พบว่าประเทศไทยตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ซึ่งมีสถิติการใช้รูปแบบการดำเนินคดี SLAPP สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก และเมื่อพิจารณาเจาะจงลงไปในแต่ละประเทศ พบว่าไทยมีตัวเลขการฟ้องคดีรูปแบบ SLAPP สูงที่สุดในภูมิภาคนี้ โดยมีคู่แข่งในระดับโลกคือ ฮอนดูรัส เปรู และสหรัฐอเมริกา
ข้อมูลจากการรวบรวมโดยองค์กร Protection International (PI) จากเว็บไซต์ Policy Watch ระบุว่า นับตั้งแต่การรัฐประหารในเดือน พ.ค.2557 จนถึงเดือน ก.พ.2568 พบกรณีที่เข้าข่าย SLAPP ถึง 595 คดี ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่มากที่สุดในอาเซียน ขณะที่งานวิจัยของ UNDP วิเคราะห์คดีที่ฟ้องโดยภาคธุรกิจและรัฐวิสาหกิจในช่วงปี 2540-2565 พบว่ามีอย่างน้อย 109 คดี โดยจำเลยส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 78 คือชาวบ้านในพื้นที่ ตามมาด้วยนักกิจกรรมร้อยละ 10 สื่อมวลชน และ นักวิชาการ
จากอดีตจนถึงปัจจุบัน จากผืนป่าสู่หน้าจอ
หากย้อนดูประวัติศาสตร์ "การฟ้องปิดปาก" ในไทย คดีที่โดดเด่นมักเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กลุ่มอุตสาหกรรมเหมืองแร่ถือเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนการฟ้องปิดปากสูงสุด ร้อยละ 34 กรณีของบริษัทเหมืองทองคำใน จ.เลย ที่ฟ้องชาวบ้านกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดมากกว่า 20 คดี รวมถึงการฟ้องหมิ่นประมาทเด็กนักเรียนชั้น ม.4 ที่รายงานข่าวผลกระทบจากเหมืองผ่านรายการนักข่าวพลเมือง ของไทยพีบีเอส คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการใช้กฎหมายรุมล้อมผู้ด้อยอำนาจ
ในยุคต่อมา รูปแบบการฟ้องได้ขยายตัวไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและปศุสัตว์ ร้อยละ 21 และกลุ่มพลังงาน ร้อยละ 14 คดีที่สั่นสะเทือนสังคมล่าสุดคือกรณี "ปลาหมอคางดำ" ที่บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ฟ้องร้อง คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ และ มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) เป็นเงินรวมกว่า 200 ล้านบาท เพียงเพราะการเปิดเผยข้อมูลการระบาดที่เชื่อมโยงกับฟาร์มวิจัยของบริษัท ซึ่งสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศมหาศาล
นอกจากนี้ ในยุคดิจิทัล "อาวุธ" ที่ถูกนำมาใช้บ่อยที่สุดคือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และกฎหมาย หมิ่นประมาททางอาญา การโพสต์ข้อความเพียงไม่กี่บรรทัดบนโลกโซเชียล อาจนำมาซึ่งคดีความที่เรียกค่าเสียหายหลักร้อยล้านบาท ดังเช่นกรณีของ สฤณี อาชวานันทกุล ที่ถูกบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ฟ้องร้องจากการวิพากษ์วิจารณ์ด้านธรรมาภิบาล
ลักษณะเฉพาะของ SLAPP ในบริบทไทย
ข้อมูลที่น่าสนใจจากรายงานของโครงการ Journalism that Builds Bridges การฟ้องปิดปากในประเทศไทยมีลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจและน่ากังวลหลายประการ ได้แก่
- การใช้คดีอาญาเป็นเครื่องมือหลัก คดี SLAPP ในไทยกว่าร้อยละ 90 เริ่มต้นด้วยคดีอาญา เช่น มาตรา 326 หมิ่นประมาท และมาตรา 328 หรือหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ค่อนข้างสะดวกและมีต้นทุนต่ำ เพราะเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมอาญาจะเข้ามาช่วยดำเนินคดีแทนผู้เสียหาย และสร้างความกดดันให้จำเลยด้วยโทษจำคุก ซึ่งต่างจากต่างประเทศที่มักเป็นคดีแพ่ง
- บริษัทเดียวฟ้องคนจำนวนมาก ธุรกิจในไทยมีลักษณะการฟ้องแบบ "กวาด" เช่น บริษัทเดียวฟ้องชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน หรือฟ้องนักกิจกรรมคนเดิมซ้ำๆ ในหลายข้อหาและหลายพื้นที่ เพื่อให้จำเลยเหนื่อยล้าในการเดินทางไปศาลข้ามจังหวัด เช่น บริษัทเหมืองแร่แห่งหนึ่งฟ้องชาวบ้านซำม่วง ต.ผาสามยอด จำนวน 33 คน ในข้อหาละเมิดทางแพ่งจากการคัดค้านการประกอบกิจการเหมืองแร่ หรือ บริษัทผลิตและจำหน่ายน้ำตาลแห่งหนึ่งฟ้องกลุ่มรักษ์น้ำอูน จำนวน 21 คน ในข้อหาหมิ่นประมาท
- การฟ้องนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ใช่แค่ประชาชน แต่กรรมการในองค์กรอิสระอย่าง กสทช. หรือ สส. ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบในสภา ก็ถูกฟ้องปิดปากเพื่อไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่คุ้มครองประโยชน์สาธารณะได้อย่างเต็มที่ เช่น การฟ้องร้อง ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. โดย บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคม และล่าสุด การแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ดบนบัตรเลือกต้้ง เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด โดย กกต.
กระบวนการยุติธรรมเมื่อเกราะป้องกันยัง "ทะลุ"
แม้ประเทศไทยจะมีการแก้ไข ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.161/1 เพื่อให้อำนาจศาลยกฟ้องคดีที่ฟ้องโดยไม่สุจริตหรือเพื่อกลั่นแกล้ง แต่ในทางปฏิบัติ มาตรานี้กลับแทบไม่ถูกนำมาใช้
จากข้อมูลสถิติเรื่อง ถึงเวลาต้องมีกฎหมาย anti-SLAPP สกัดธุรกิจฟ้องปิดปากชาวบ้าน มี 36 คดีฟ้องปิดปากในช่วงปี 2562-2566 พบว่ามีการยื่นคำร้องตาม ม.161/1 หรือ 165/2 ถึง ร้อยละ 61 แต่ไม่มีคดีใดเลยที่ศาลใช้มาตราเหล่านี้ยกฟ้องจำเลยตั้งแต่ต้น ศาลมักเลือกที่จะประทับรับฟ้องไว้ก่อนเพื่อให้มีการไต่สวนเต็มรูปแบบ ซึ่งนั่นหมายความว่าจำเลยต้องเข้าสู่กระบวนการที่กินเวลานานหลายปีและเสียค่าใช้จ่ายมหาศาล ตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้ฟ้องปิดปากทุกประการ
นอกจากนี้ ม.161/1 ยังมีข้อจำกัดที่ไม่ครอบคลุมคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ร่วม ซึ่งเป็นช่องโหว่ให้ผู้มีอำนาจใช้ช่องทางนี้ในการหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบโดยศาลในขั้นต้น
ผลกระทบที่กัดเซาะรากฐานสังคม
การฟ้องปิดปากส่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อสังคมไทยใน 3 มิติหลัก ได้แก่
- มิติส่วนบุคคล ผู้ถูกฟ้องเกิดสภาวะ "จิตตก" กระทบต่อครอบครัวและฐานะการเงิน การต้องสู้คดีนานหลายปีสร้างความเครียดที่ประเมินค่าไม่ได้ ดังกรณีของ อานดี้ ฮอลล์ ที่ต้องสู้คดีนานถึง 8 ปี และมีภาระทางการเงินกว่า 7,000,000 บาท
- มิติต่อสาธารณะ สร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว ทำให้คนธรรมดาไม่กล้าลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตนเองหรือชุมชน พยานที่เห็นความผิดปกติก็ไม่กล้าให้การ ส่งผลให้พลังภาคประชาชนอ่อนแอลง
- มิติระดับชาติ การมีส่วนร่วมในการตรวจสอบโครงการที่กระทบสิ่งแวดล้อมหรือการทุจริตหายไป เปิดทางให้มีการผูกขาดอำนาจและทรัพยากรโดยปราศจากการตรวจสอบอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย
"กฎหมาย Anti-SLAPP" ทางออกและความหวัง
ในระดับสากล หลายประเทศได้ก้าวไปไกลกว่าไทย เช่น สหรัฐอเมริกามีกฎหมาย Anti-SLAPP Statute ในกว่า 32 รัฐ ที่อนุญาตให้ศาลยกฟ้องได้ทันทีหากพบว่าเป็นการข่มขู่การใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ และในยุโรปก็เริ่มมีการผลักดัน European Media Freedom Act เพื่อปกป้องเสรีภาพสื่อ ตามข้อมูลของ บทความ คนทำสื่อ รู้ทัน SLAPP ฟ้องปิดปาก พื้นที่การสื่อสารขยับ เทคโนโลยีเปลี่ยน คาดสื่อพลเมืองถูกเล่นงานสูงขึ้น
สำหรับประเทศไทย ภาคประชาสังคมและนักวิชาการได้เสนอแนวทางแก้ไขที่สำคัญ ดังนี้
- การออก พ.ร.บ. ป้องกันการฟ้องปิดปากฯ (Anti-SLAPP Law) เพื่อนิยามคำว่า "เรื่องที่เป็นประโยชน์สาธารณะ" ให้ชัดเจน และให้ศาลมีอำนาจสั่งยกฟ้องพร้อมกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษต่อผู้ที่ฟ้องโดยไม่สุจริต
- การยกเลิกโทษอาญาในคดีหมิ่นประมาท ให้เหลือเพียงความรับผิดชอบทางแพ่ง เพื่อลดทอนแรงจูงใจในการใช้คดีอาญามาสร้างความกลัว
- การยึดถือหลักการ UNGPs ธุรกิจไทยที่ประกาศว่าตนดำเนินงานตามหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติ (UNGPs) จะต้องหยุดการฟ้องปิดปากทันที เพราะถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง
- การสร้างพื้นที่ปลอดภัยและการไกล่เกลี่ย ส่งเสริมให้มีการพูดคุยกันผ่านหน่วยงานกลางก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อลดความบอบช้ำของทุกฝ่าย
ท้ายที่สุด การต่อสู้กับการฟ้องปิดปาก หรือ SLAPP ไม่ใช่เรื่องของนักกิจกรรมหรือนักกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของทุกคนในสังคมที่ยังต้องการเห็นความโปร่งใสและการตรวจสอบความจริงได้ หากปล่อยให้ "การเงียบ" กลายเป็นทางรอดเดียวของประชาชน กระบวนการยุติธรรมก็จะกลายเป็นเพียง "หอคอยงาช้าง" ที่เอื้อประโยชน์เฉพาะผู้ที่มีทรัพยากรมากพอเท่านั้น
อ่านข่าวอื่น :
กกต.สรุปข้อมูลเลือกตั้ง 69 ประชาชนใช้สิทธิ 37.8 ล้านคน คิดเป็น 71.42 %
ปากีสถานถล่ม "กรุงคาบูล" ตอบโต้อัฟกานิสถานโจมตีชายแดน
