สะเทือนการเมือง หลังตำรวจสอบสวนกลาง ขอศาลอาญาอนุมัติออกหมายจับ เบน สมิธ และแคทรียา บีเวอร์ ฐานความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง และสมคบร่วมกันฟอกเงิน หลังพบพยานหลักฐาน ทั้งคู่ร่วมกับพวกหลอกลวงกลุ่มนักธุรกิจชาวต่างชาติ ให้ร่วมลงทุนในหลากหลายโครงการ ทั้งในตลาดหุ้น อสังหาริมทรัพย์ เครื่องบินเจ็ทส่วนตัว และธุรกิจพลังงาน มีผู้เสียหายสูญเงินรวมกันกว่า 1,000 ล้านบาท
เมื่อต้นเดือนก.พ.ที่ผ่านมา เบน สมิธ และเครือข่าย ประกอบด้วย ยิม เลียก, วิรินยา และแคทรียา ถูกสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อายัดทรัพย์ และต่อมามีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยึดทรัพย์เครือข่าย "เบน สมิธ-ยิม เลียก-เฉิน จื้อ-ก๊ก อาน" ตกเป็นของแผ่นดิน ในคดีเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน ขบวนการสแกมเมอร์ รวมกว่า 13,074 ล้านบาท
แม้ "วิฑูรย์ เก่งงาน" ทนายความ จะออกมาปฎิเสธว่า เบน สมิธ ไม่ใช่เครือข่ายสแกมเมอร์ และคดีนี้ถูกบิดเบือนให้เป็นคดีอาญา เนื่องจากตำรวจได้แจ้งความกล่าวหาฟอกเงินเพิ่มเข้ามาด้วย
"เชื่อว่านายเบน สมิธ ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อโจมตี อดีต นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า...คดีนี้มีมูลค่าความเสียหายประมาณ 991 ล้านบาท แต่ถูกปปง. กลับอายัดทรัพย์สินหลัก 10,000 ล้านบาท"
ทนายความของเบน สมิธ บอกว่า เบน ไม่พร้อมที่จะกลับมาต่อสู้คดีในประเทศไทย เพราะไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรม และมองว่าหากคดีใดที่สังคมให้ความสนใจมักไม่ ด้รับการประกันตัวในระหว่างการต่อสู้คดี
ในทางการเมืองปฎิเสธไม่ได้ว่าการออกหมายจับ เบน สมิธ หรือ เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ (Benjamin Mauerberger) ที่ปรึกษาของสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ตามที่ระบุในพาสปอร์ต ย่อมส่งผลสะเทือนอย่างเห็นได้ชัด ทั้งต่อ "ค่ายแดง" พรรคเพื่อไทย "ค่ายเขียว" กล้าธรรม รวมทั้ง ”ค่ายน้ำเงิน” พรรคภูมิใจไทย ด้วยในต่างกรรมต่างวาระ
ต้องไม่ลืมว่า เบน สมิธ ถูกตั้งข้อสังเกตว่า มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอดีตนายกฯทักษิณมาก่อน เมื่อปรากฏภาพของ "ทักษิณ" และ "อันวาร์ อิบราฮิม" นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย บนเรือซูเปอร์ยอชต์ "Wanderlust" ที่ จ.ภูเก็ต ซึ่งมีบริษัทของเบน สมิธ ให้การดูแล รวมทั้งการเข้าถือหุ้นในกลุ่มทุนบริษัทพลังงานของไทย และเป็นตัวแทนในการดำเนินธุรกิจ
ขณะเดียวกัน “เบน สมิธ” เคยพยายามยื่นเรื่องขอสละสัญชาติกัมพูชา เพื่อขอแปลงสัญชาติไทย เมื่อปี 2567 โดยจะใช้ชื่อไทย “สาธิต” สมัยที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นรมว.มหาดไทย ในรัฐบาลเพื่อไทย แต่ไม่ได้รับอนุญาต
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน "เบน สมิธ" ถูกอ้างว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับบริษัทสแกนม่านตา เมื่อมีภาพ "ประเสริฐ จันทรรวงทอง" เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ในฐานะรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขณะนั้น โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม รมว.เกษตรและสหกรณ์ และดร.นฤมล ภิญโญสินวัมน์ รมว.ศึกษาธิการ อยู่ร่วมเฟรม ในการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดีอีฯ และกลุ่มทุนสิงคโปร์เมื่อช่วงต้นปี 2567
หลังเกิดดีเอสไอรับคดีพิเศษ 148 /2568 กรณี ธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโต อาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายว่า ด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลและกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้ไม่นาน พนักงานสอบสวนดีเอสไอ ได้เรียกบุคคลเกี่ยวข้องเข้าให้ปากคำในฐานะพยาน โดย "ประเสริฐ" ให้การต่อดีเอสไอ และมีข้อความสำคัญที่ต้องขีดเส้นใต้ตอนหนึ่งว่า
...ข้าพเจ้า ไม่ทราบในรายละเอียดของ MOU ดังกล่าว แต่ทราบในหลักการว่าเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งช่วงต้นปี 2567 ข้าพเจ้าได้รับการประสานงานจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า มีกลุ่มทุนจากประเทศสิงคโปร์ มีความประสงค์จะหารือเกี่ยวกับการจัดทำบันทึก MOU เพื่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ รัฐบาลเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจดิจิทัล
มีรายงานข่าว ระบุว่า ดีเอสไอเชิญให้ ร.อ.ธรรมนัส และดร.นฤมล เข้าให้ปากคำในฐานะพยานช่วงก่อนเลือกตั้ง แต่ทางร.อ.ธรรมนัส ขอเลื่อน โดยระบุว่าขอให้ผ่านพ้นการเลือกตั้งไปก่อน และจะเข้าให้ปากคำในภายหลัง แต่หลังจากนั้น ไม่นาน ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีนี้ ขอย้ายตัวเองไปเป็นรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์
ในห้วงเวลาดังกล่าว มีการเปิดเผยข้อมูลบุคคลระดับรัฐมนตรี ซื้อเครื่องบินส่วนตัว Gulfstream G550 จาก "เบน สมิธ" โดยระบุว่า เครื่องบินลำดังกล่าวมีมูลค่าจริงราว 800 ล้านบาท แต่กลับแจ้งต่อป.ป.ช. เพียง 30 ล้านบาท
ต่อมา "สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ" อดีตรมว.คมนาคม ชี้แจงโดยยอมรับว่า ซื้อเครื่องบินดังกล่าวจาก "เบน สมิธ" จริง มูลค่า 862,191,500 บาท และถือครองในสัดส่วนมูลค่าเพียง 30 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นการถือครองร่วมโดยกลุ่มญาติพี่น้อง และรายละเอียดการถือครองทรัพย์สินดังกล่าว ได้ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ตามระเบียบและกฎหมายแล้ว
หากแกะรอยความเชื่อมโยง "บิ๊กเนม" นักการเมืองและนักธุรกิจที่มีความสัมพันธ์กับ "เบน สมิธ" ผู้ต้องหาคดีสำคัญ จะเห็นได้ว่าหากมีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 160 และมาตรา 170 เป็นบทบัญญัติในหมวด 8 คณะรัฐมนตรี มาตรา 160 บัญญัติว่า “รัฐมนตรีต้อง ... (4) มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ (5) ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ...
และมาตรา 170 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อ (4) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 มาบังคับใช้อย่างเข้มงวด มีแนวโน้มสูงว่า "บิ๊กการเมือง" ซึ่งเคยมีสายสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ "เบน สมิธ" ยากที่จะมีโอกาสเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีช่วย
หากค่ายสีเงิน "อนุทิน" ว่าที่นายกฯ ในรัฐบาลภูมิใจไทย แต่งตั้งรัฐมนตรีหรือผู้มีประวัติที่สังคมยังคาใจและไม่เชื่อมั่น อาจทำให้ต้องรับความเสี่ยงเรื่องจริยธรรมร้ายแรงและอาจถูกศาลรัฐธรรมนูญ "สอย" ร่วงจากตำแหน่งนายกฯ ตามไปด้วย ดังนั้นเกมปิดช่องว่างจึงต้องเกิดขึ้น
ในทางการเมือง ไม่มีเรื่องบังเอิญ ...หลังกกต.รับรองสส.ทั้งเขตและระบบบัญชีรายชื่อครบแล้ว ต้นเดือนเม.ย.นี้ จะชัดเจนว่า โควตาเก้าอี้รมว.ของแต่ละพรรคการเมือง ที่ร่วมรัฐบาล จะมีหรือไม่มีใครบ้าง
อ่านข่าว
กกต.ประกาศรับรอง สส.บัญชีรายชื่อแล้ว 100 คน สส.เขตอีก 3 คน
เปิดบัญชีทรัพย์สิน อดีต สส. "วราวุธ" รวยสุด 765 ล้าน
พลิกชนะ "กัมพูชา" ต้องปรับกลยุทธ์การทูต "เกมการเมืองระหว่างประเทศ"
