ท่ามกลางวิกฤตฝุ่นควันและไฟป่าที่ทวีความรุนแรงในพื้นที่ภาคเหนือ “ความเร็ว” ในการเข้าถึงพื้นที่และ “ความแม่นยำ” ของข้อมูล เป็นตัวแปรความสำเร็จในการจัดการ ล่าสุด นักวิจัยจากสถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ใช้เป็นพื้นที่นำร่องการศึกษา “เทคโนโลยีนำทาง-ชุมชนนำปฏิบัติ” ที่เป็นหัวใจสำคัญในการรับมือกับไฟป่าอย่างยั่งยืน
ระบบตรวจสอบจุดความร้อน หรือ Hotspot แบบเรียลไทม์ผ่านภาพถ่ายดาวเทียมของ NASA FIRMS ,New Wild Land Fire และ Active Fire Hotspot คือ แหล่งข้อมูลที่ เสกสรรค์ แดงใส ประธานกลุ่ม WE LOVE THE KING และ แกนนำเครือข่ายอาสาดับไฟป่าภาคประชาชน อ.งาว จ.ลำปาง ใช้ในการตรวจสอบ Hotspotในพื้นที่ โดยใช้ข้อมูลดาวเทียมถึง 5 ดวง ซึ่งมีความละเอียดสูงกว่าการใช้ข้อมูลจากแหล่งเดียว
เสกสรรค์ แดงใส แกนนำเครือข่ายอาสาดับไฟป่าภาคประชาชน อ.งาว จ.ลำปาง
ข้อดีของเรา คือ การเห็นไฟทุกกอง แต่ข้อมูลที่ภาครัฐแจ้งมาตอนเช้าของทุกวัน จะเห็นแค่ SUOMI-NPP แต่เราใช้ NOAA-20 และ NOAA-21 อีก 2 ดวง เช้ามืดประมาณตี 3 - ตี 5 ผมจะตื่นขึ้นมาตรวจสอบ และ เอาข้อมูลดาวเทียมลงในห้องไลน์ ซึ่งมีสมาชิกทุกหมู่บ้านอยู่ในห้องนี้ แจ้งว่ามีจุดความร้อนกี่จุด ถ้าพื้นที่มีความซับซ้อน เราก็จะทำเป็นแผนที่ 3 มิติใน Google Map บอกพิกัดที่ชัดเจน เพื่อให้ชาวบ้านที่เป็นอาสาดับไฟเข้าพื้นที่ได้ง่าย
ระบบสื่อสาร วอร์รูมไร้พรมแดน
หัวใจสำคัญอันดับ 2 คือ “วิทยุสื่อสาร” ที่ใช้ระบบ TS3 Link เชื่อมต่อสถานีแม่ข่ายบ้านโป่งเข้ากับอุปกรณ์ PLC ทำให้สามารถควบคุมการสื่อสารได้ครอบคลุมทั้งอำเภอ ทีมดับไฟป่าทุกบ้านสามารถคุยโต้ตอบกับศูนย์สั่งการได้ทันที มีการตั้งสถานีย่อยในจุดอับสัญญาณ เพื่อให้ "อาสาดับไฟป่า" ไม่ขาดการติดต่อแม้ในหุบเขาลึก
ทุกพื้นที่ให้รายงานสถานการณ์ทุก 2 ชั่วโมง ว่ามีเหตุการณ์ปกติไหม มีควันไหม เห็นควันตรงไหน เราจะช่วยกันแจ้ง ไม่ได้หมายความว่าบ้านใครบ้านมัน บ้านนี้มองเห็นบ้านนู้นก็แจ้ง บ้านโน้นมองเห็น ก็แจ้ง เพราะฉะนั้นเราช่วยกันดูแบบเป็น ตาสับปะรด
ปรัชญาการจัดการ "ใบไม้ ไม่ใช่เชื้อเพลิง"
สิ่งที่ทำให้ อ.งาว แตกต่างคือแนวคิดการอนุรักษ์ จากการสร้าง "ฝายชะลอน้ำ"ในผืนป่าชุมชน และ ไม่มีเผาชิงเผา ชาวบ้านที่นี่ไม่มองใบไม้เป็นเชื้อเพลิงที่ต้องกำจัด แต่เน้นการปล่อยให้ใบไม้คลุมดินเพื่อปกป้องความชุ่มชื้นและระบบนิเวศ ทำแนวกันไฟแบบ "เป่าลม" ให้ใบไม้ยังคงอยู่ปกคลุมหน้าดิน และ ไม่เผาหลบดาวเทียม เพราะต้องการข้อมูลจริงมาแก้ปัญหาเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว
"เมื่อก่อนลำห้วยแห้งสนิท พอทำฝาย ป่าก็กลับมาเขียว มีน้ำใช้ตลอดปี ชาวบ้านเห็นผลตรงนี้ เขาจึงยอมนอนเฝ้าป่า เพราะป่าให้อาหาร ให้น้ำ ให้ชีวิต" ปัจจุบันเครือข่ายมีความพร้อมมากขึ้น ทั้งอุปกรณ์เครื่องเป่าลมที่ได้รับงบสนับสนุนมาซ่อมแซมจนเหมือนใหม่ และการสนับสนุนจากภาคเอกชนและนานาชาติ ทำให้ "งาวโมเดล" ไม่ใช่แค่การดับไฟ แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้อย่างเกื้อกูล
แอปฯ “เตือนภัย” และ E-learning : นวัตกรรมจาก มช. สู่พื้นที่จริง
รูปแบบการจัดการไฟป่าภาคประชาชนของ อ.งาว จ.ลำปาง ที่มีความเข้มแข็งเพื่อรักษาผืนป่าให้มีความสมบูรณ์ และ ใช้เทคโนโลยีที่หลากหลายในการทำงาน ทำให้นักวิชาการสถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ใช้ อ.งาวเป็น 1 ใน พื้นที่นำร่องโครงการศึกษารูปแบบการบริหารจัดการไฟป่าแบบบูรณการ โดยใช้เทคโนโลยีและกระบวนการมีส่วนร่วมของสังคม
ดร.กรด เหล็กสมบูรณ์ จากสถาบันวิจัยพหุศาสตร์ ม.เชียงใหม่
ดร.กรด เหล็กสมบูรณ์ จากสถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ถอดบทเรียนจากประสบการณ์ตรงและการลงพื้นที่เก็บข้อมูลจากเหล่า “เหยี่ยวไฟ-เสือไฟ” สู่การสร้างนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อติดอาวุธให้ภาคประชาชนจัดการไฟป่าได้แบบเบ็ดเสร็จ
Wildfire e-Learning: ห้องเรียนออนไลน์ที่ "รีสกิล" อาสาสมัครได้ทุกที่
หัวใจสำคัญของการดับไฟป่าคือ “ความรู้” จึงมีการพัฒนาแอปพลิเคชันเรียนรู้ออนไลน์ที่รวบรวมองค์ความรู้จากกรมอุทยานฯ และประสบการณ์จริงของเจ้าหน้าที่ภาคสนาม มาไว้บนโทรศัพท์มือถือ สามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ว่าจะอาสาสมัครหน้าใหม่หรือรุ่นเก๋า เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อลงสนามจริง ทุกคนจะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
บทเรียนนี้สามารถเรียนรู้ได้ ผ่านโทรศัพท์มือถือ สามารถที่จะเรียนเป็นบางช่วงก็ได้เรียนค้างไว้แล้วก็ไปเรียนต่อเนื่องจากตอนที่เรียนค้างไว้ตอนหลังก็ได้ แต่ประเด็นสำคัญก็คือ การเรียนจะต้องเรียนไปให้ผ่านในแต่ละบท เนื่องจากว่าแต่ละระบบ ถ้าไม่สามารถจะผ่านไปได้ก็จะเรียนบทต่อไปไม่ได้ ความเข้มข้นก็จะยากขึ้นเรื่อยๆ
แอปฯ "เตือนภัย": วอร์รูมเคลื่อนที่ในมือชุมชน
อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญคือแอปพลิเคชัน "เตือนภัย" ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นศูนย์บัญชาการขนาดเล็กให้แก่ระดับหมู่บ้านหรือตำบล โดยมีฟีเจอร์หลักคือ รายงานค่าฝุ่นและจุดความร้อน ดึงข้อมูลดาวเทียม 5 ดวงจาก NASA แสดงพิกัดไฟป่าและค่า PM 2.5 ตามตำแหน่งที่ผู้ใช้อยู่ทันที
มีระบบนำทางอัจฉริยะ คำนวณระยะทางและเวลาในการเข้าถึงจุด Hotspot ช่วยให้ทีมที่อยู่ใกล้ที่สุดเข้าไประงับเหตุได้ทันท่วงที ก่อนไฟจะลุกลามเป็นวงกว้าง ระบบ Tracking อาสาสมัคร หัวหน้าทีมสามารถติดตามตำแหน่งของอาสาสมัครในป่าได้ว่าอยู่จุดใด ปลอดภัยหรือไม่ รวมถึงอาสาสมัครสามารถแจ้งกลับมายังระบบได้หาก "เสบียงหมด" หรือ "สถานการณ์วิกฤต" เพื่อการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
เรามุ่งเน้นให้ชุมชนบริหารจัดการไฟป่าในพื้นที่ของตัวเองได้อย่างเบ็ดเสร็จ แอปฯ นี้เหมือนวอร์รูมเคลื่อนที่ ใครที่เป็นแอดมินจะอยู่ที่ไหนก็สั่งการและมอนิเตอร์พื้นที่ได้ทั่วภาคเหนือ
จี้จุดอ่อน "สรรพกำลังไม่พอ" วอนเอกชนร่วมหนุน
ดร.กรด ระบุว่า ปัญหาใหญ่ของสถานการณ์ไฟป่าในภาคเหนือ คือ "การเข้าถึงไฟที่ล่าช้า" เนื่องจากพื้นที่ป่ากว้างขวางหลักล้านไร่ แต่เจ้าหน้าที่และงบประมาณมีจำกัด สถิติที่น่ากังวล คือ สถานการณ์ไฟป่า จ.ลำพูน ปีที่ผ่านมา แม้จุด Hotspot จะน้อยลง แต่พื้นที่เผาไหม้กลับกว้างขึ้น สะท้อนว่าประสิทธิภาพการดับไฟให้จบอย่างรวดเร็วยังทำได้ไม่ดีพอ เพราะอาสาสมัครเปรียบเสมือนทหารแนวหน้า แต่หลายครั้งขาดแคลนเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ เช่น เครื่องเป่าลม ทำให้ต้องสู้ไฟด้วยมือเปล่าหรืออุปกรณ์พื้นบ้าน
ดร.กรด เรียกร้องให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ ภาคเอกชน หอการค้า และอุตสาหกรรมจังหวัด เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนอุปกรณ์และงบประมาณให้กับเครือข่ายภาคประชาชน
ปัจจุบันมีข้อกฎหมายที่เอื้อให้ภาคเอกชนบริจาคผ่านภาคีเครือข่ายเพื่อนำไปลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ชุมชนได้อุปกรณ์ เอกชนได้ลดหย่อนภาษี และเราทุกคนก็ได้อากาศที่สะอาดคืนมา
รายงาน : พยุงศักดิ์ ศรีวิชัย ผู้สื่อข่าวอาวุโสไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ
