รัฐบาลเปิดสต็อก “ปุ๋ยยูเรีย” 8.5 ล้านกระสอบ ใช้ได้ถึง ส.ค.นี้

สังคม
11:23
จำนวนผู้ชม 558
รัฐบาลเปิดสต็อก “ปุ๋ยยูเรีย” 8.5 ล้านกระสอบ ใช้ได้ถึง ส.ค.นี้
รัฐบาลเปิดสต็อก “ปุ๋ยยูเรีย” ยังเหลือ 6.5 ล้านกระสอบ และนำเข้าเพิ่มเติมจากซาอุดีอาระเบีย อีก 2 ล้านกระสอบ ใช้ได้ถึง ส.ค.นี้ เตือนร้านค้าขายปุ๋ยเคมีราคาสูงเกินควร ถูกดำเนินการตามกฎหมาย หลังสถานการณ์ตึงเครียดตะวันออกกลาง

วันนี้ (6 มี.ค.2569) น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อทั่วโลก เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบในหลายเรื่อง

ในส่วนของการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นข้อกังวลของพี่น้องเกษตรกร รัฐบาลได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์การค้าปุ๋ยเคมีและธุรกิจการเกษตรไทยอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมมาตรการแก้ไขปัญหา รองรับหากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางยืดเยื้อ

         

จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุด พบว่า ปริมาณปุ๋ยเคมีในประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ ข้อมูล ณ เดือน ม.ค.2569 มีสต็อกคงเหลือ 1.52 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้เฉลี่ยเดือนละ 0.8 ล้านตัน

สำหรับปุ๋ยยูเรีย ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก คิดเป็นสัดส่วน 36% ของการใช้ปุ๋ยทั้งหมด มีปริมาณสต๊อก 0.32 ล้านตัน หรือคิดเป็น 6.5 ล้านกระสอบ ปัจจุบันมีปริมาณเพียงพอรองรับการใช้มากกว่า 2 เดือน และยังมีปุ๋ยยูเรียที่ไทยอยู่ระหว่างการนำเข้าจากซาอุดีอาระเบีย ปริมาณรวม 100,000 ตัน หรือคิดเป็นปริมาณ 2 ล้านกระสอบ ทำให้ไทยจะมีปุ๋ยยูเรียใช้ในปริมาณ 8.5 ล้านกระสอบ เพียงพอสำหรับการใช้ได้ถึงเดือน ส.ค.2569

        

ขณะเดียวกันไทยยังมีช่องทางนำเข้าปุ๋ยเคมีจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม เช่น มาเลเซีย บรูไน ซึ่งสามารถนำเข้าได้ปกติ และจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตสินค้าเกษตรของไทย เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญหลายรายการ เช่น ข้าวนาปรัง ผลไม้ เป็นต้น ในส่วนของข้าวนาปี ขณะนี้ยังไม่เข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูก 

         

สำหรับสถานการณ์ด้านราคาปุ๋ยที่จำหน่ายในตลาด โดยปุ๋ยสูตรที่มีส่วนผสมของยูเรีย ยังเป็นสต็อกเดิมที่จัดหามาก่อนสถานการณ์ดังกล่าว ดังนั้นราคาจำหน่ายในประเทศยังคงอยู่ในระดับเดิม แต่หากสถานกาณ์ยืดเยื้อ ต้นทุนปุ๋ยเคมีในตลาดโลกมีการปรับเปลี่ยน รัฐบาลสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานกาณ์และโครงสร้างราคาอย่างใกล้ชิด และให้การปรับราคาเป็นไปตามโครงสร้างต้นทุนจริง โดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อเกษตรกรน้อยที่สุด

         

ขอให้เกษตรกรอย่าตื่นตระหนก ไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อ หรือกักตุนปุ๋ยเคมี ไว้ในปริมาณมาก และขอเตือนร้านค้าหากพบการจำหน่ายปุ๋ยเคมีในราคาสูงเกินสมควร หรือมีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผล จะถูกดำเนินการตามกฎหมาย

อ่านข่าว :

"อิสราเอล" เผยตัดสินใจสังหาร "คาเมเนอี" ตั้งแต่ พ.ย.ปีที่แล้ว

"อนุทิน" หวั่นสงครามกระทบคนไทย "ปั๊มน้ำมัน" ยังมีเติม-ระวังกักตุน

มหาเศรษฐี UAE ตั้งคำถาม ทรัมป์ เกี่ยวกับการโจมตีอิหร่าน