วันนี้ (9 มี.ค.2569) บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินสถานการณ์ว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่บานปลายเข้าสู่วันที่ 9 ว่ากำลังสร้างความตื่นตระหนกและกดดันตลาดหุ้นทั่วโลกอย่างหนัก ส่งผลให้เกิดภาวะ "Oil Shock" รุนแรงขึ้น ล่าสุดราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งทะลุ 108 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยปรับตัวบวกขึ้นถึง 20% ในเช้าวันนี้ และพุ่งขึ้นกว่า 56% ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา
โดยวิกฤตพลังงานโลกลุกลาม โครงสร้างพื้นฐานถูกทำลาย สถานการณ์ความตึงเครียดขยายวงกว้างเมื่ออิหร่านประกาศแต่งตั้ง มอจตาบา คาเมเนอี ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ พร้อมระดมการโจมตีทั่วอ่าวเปอร์เซีย ทั้งการโจมตีโรงกลั่นน้ำทะเลของบาห์เรน ยิงมิสไซล์และโดรนใส่ อิสราเอล บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และซาอุดีอาระเบีย
ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ และอิสราเอล ตอบโต้ด้วยการโจมตีคลังน้ำมันในเมืองเตหะราน เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโลก การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องหยุดชะงัก ทำให้ประเทศผู้ผลิตอย่าง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และอิรัก ต้องลดการผลิตน้ำมันเนื่องจากไม่สามารถส่งออกได้
นอกจากนี้ ยังมีรายงานการปิดโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดของซาอุดีอาระเบีย และโรงงาน LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลกของกาตาร์ ต้องหยุดดำเนินการหลังถูกโดรนโจมตี ความกังวลถึงวิกฤตพลังงานได้ฉุดให้ตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ปรับฐานรุนแรง -2% ถึง -7% (อาทิ ญี่ปุ่น -6.7%, เกาหลีใต้ -7.8%)
เศรษฐกิจไทยรับแรงกระแทก เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ "Stagflation" หรือ ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน สำหรับประเทศไทย บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่เปราะบางต่อการแกว่งตัวของราคาน้ำมันโลกสูงมาก เนื่องจากไทยมีสัดส่วนการส่งออกสุทธิพลังงานติดลบถึง -7.8% ของ GDP ซึ่งต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาคและระดับโลก โดยผลกระทบลูกโซ่ที่จะเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจไทย ได้แก่ ขาดดุลการค้าและเงินบาทอ่อนค่า ประเทศจะเผชิญปัญหาขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น จากต้นทุนการนำเข้าน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นทันที ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง
ต้นทุนพุ่ง-กำลังซื้อหด ภาคอุตสาหกรรมการผลิตและโลจิสติกส์ ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น หากแบกรับไม่ไหวภาระจะถูกผลักไปยังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าที่แพงขึ้น ในขณะที่รายได้ไม่ได้เพิ่มตาม ทำให้กำลังซื้อของประชาชนหดตัว และฉุดรั้งการบริโภคภาคเอกชน
ความท้าทายนโยบายการเงิน (Stagflation) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะตัดสินใจดำเนินนโยบายได้ยากลำบากขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต้องการดอกเบี้ยระดับต่ำ แต่เงินเฟ้อที่พุ่งสูงจากต้นทุนพลังงานต้องการดอกเบี้ยสูงเพื่อสกัดเงินเฟ้อ นำไปสู่ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเกิดภาวะ Stagflation
วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นตัวเร่งให้รัฐบาลและภาคธุรกิจต้องเร่งวางแผนบริหารความเสี่ยง ทั้งการหาแหล่งพลังงานสำรอง การบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และในระยะยาวต้องเร่งปรับโครงสร้างไปสู่การใช้พลังงานสะอาดให้เร็วขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้งบประมาณสูงและอาจทำให้เหลือเม็ดเงินสำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยลง
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ต่างชาติเทขายหุ้นไทย สลับเก็งกำไรกลุ่มพลังงาน ในด้านกระแสเงินทุน (Fund Flow) พบว่านักลงทุนต่างชาติลดความเสี่ยงโดยเทขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยอย่างหนักถึง 1.38 หมื่นล้านบาทในช่วง 2 วันที่ผ่านมา และขายสุทธิในตลาด SET50 Futures ติดต่อกัน 5 วัน รวมกว่า 7.8 หมื่นสัญญา
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางปัจจัยลบนี้ ตลาดหุ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง กลับสามารถปรับตัวบวกได้ โดยเฉพาะตลาดหุ้นซาอุดีอาระเบียที่ปรับขึ้น 5 วันติด (+5%) จากแรงหนุนของหุ้นกลุ่มพลังงาน บล.เอเซีย พลัส จึงประเมินว่า หุ้นกลุ่มพลังงานขนาดใหญ่ของไทยอย่าง PTT และ PTTEP จะสามารถรับอานิสงส์เชิงบวกและปรับตัวขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้เช่นเดียวกัน
อ่านข่าว:
ตลาดหุ้น “เอเชีย” ดิ่งทั่วภูมิภาค เซ่นพิษน้ำมันพุ่ง100 ดอลลาร์
ราคาน้ำมันโลกทะลุ100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล - "ทรัมป์" บอก ราคาระยะสั้น
ราคาน้ำมันโลกพุ่งแตะ ระดับ 90 ดอลลาร์ ปธ.สภาธุรกิจฯ หนุนแนวคิดลดภาษีดีเซลชั่วคราว
