เมื่อวันที่ 9 มี.ค.2569 CNN เผยแพร่การสัมภาษณ์ คามาล คาราซี อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน และปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศ ประจำสำนักงานผู้นำสูงสุดของอิหร่าน กล่าวอย่างชัดเจนว่า ขณะนี้ยังไม่มีพื้นที่สำหรับการเจรจาทางการทูตกับประเทศคู่ขัดแย้ง
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ยังคงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่าน ออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ โดยระบุว่า รัฐบาลเตหะราน พร้อมสำหรับการสู้รบระยะยาว และเชื่อว่าความขัดแย้งครั้งนี้ จะสิ้นสุดลงได้ก็ต่อเมื่อ แรงกดดันทางเศรษฐกิจทั่วโลกเพิ่มสูง จนประเทศอื่นจำเป็นต้องเข้ามาแทรกแซง
คาราซีให้เหตุผลว่า ความไม่ไว้วางใจต่อรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเจรจาไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในเวลานี้ เขาระบุว่า ในอดีตอิหร่านเคยมีประสบการณ์ในการเจรจากับสหรัฐฯ แต่ในระหว่างกระบวนการพูดคุย กลับเกิดการโจมตีทางทหารขึ้น คำกล่าวดังกล่าวยังพาดพิงถึงผู้นำสหรัฐฯ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าเป็นผู้นำที่ไม่รักษาสัญญา และทำให้ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเจรจาลดลงอย่างมาก
อิหร่านไม่เห็นช่องทางสำหรับการทูตอีกต่อไป เพราะ ปธน.ทรัมป์ เคยหลอกลวงและไม่รักษาคำมั่นสัญญา
เจ้าหน้าที่อิหร่าน กล่าวเพิ่มเติมว่า การยุติความขัดแย้งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ แรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อประเทศต่าง ๆ เพิ่มขึ้นมากพอ จนประเทศเหล่านั้นจำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทในการยุติการโจมตีของสหรัฐฯ - อิสราเอล ต่อ อิหร่าน
คามาล คาราซี ที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศประจำสำนักงานผู้นำสูงสุดอิหร่าน
เตหะรานหวังประเทศอ่าวเปอร์เซียกดดันวอชิงตัน
คาราซียังระบุว่า อิหร่านเชื่อว่าประเทศในอ่าวเปอร์เซียและประเทศอื่น ๆ จะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการสู้รบมากขึ้นเรื่อย ๆ หากสถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไป แรงกดดันดังกล่าวอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น ราคาพลังงานและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น การขาดแคลนพลังงานในบางประเทศ คาราซีเชื่อว่าปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ประเทศต่าง ๆ ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเข้ามาแทรกแซงเพื่อยุติความขัดแย้ง
ในช่วงที่ผ่านมา อิหร่านเปิดฉากโจมตีหลายพื้นที่ทั่วตะวันออกกลาง โดยระบุว่า มุ่งเป้าไปที่ผลประโยชน์ของสหรัฐฯในประเทศอ่าวเปอร์เซีย อย่างไรก็ตาม รายงานหลายฉบับระบุว่า อาคารที่พักอาศัยและสนามบินพลเรือนในหลายประเทศก็ได้รับความเสียหายจากการโจมตีไปด้วยเช่นกัน
หนึ่งในผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดของความขัดแย้งคือ ความปั่นป่วนในตลาดพลังงานโลก การโจมตีและความไม่ปลอดภัยในเส้นทางเดินเรือ ทำให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงอย่างมาก ข้อมูลจากตลาดพลังงาน ราคาน้ำมันดิบได้พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ในช่วงต้นสัปดาห์ ส่งผลให้ตลาดหุ้นและเศรษฐกิจโลกเริ่มแสดงสัญญาณผันผวน
นักวิเคราะห์ด้านพลังงานประเมินว่า การสู้รบในตะวันออกกลางทำให้ อุปทานน้ำมันโลกประมาณร้อยละ 20 ถูกกระทบ และตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าผลกระทบที่เคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตคลองสุเอซ เมื่อปี 2499-2500 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในวิกฤตพลังงานครั้งสำคัญของโลกในศตวรรษที่ 20 ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์พลังงาน Rapidan Energy Group ระบุว่า ระดับการหยุดชะงักครั้งนี้ มากกว่าวิกฤตคลองสุเอซเกือบ 2 เท่า
ผลกระทบจากการสู้รบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งน้ำมันเท่านั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานยังระบุว่า ความขัดแย้งครั้งนี้ทำให้ กำลังการผลิตน้ำมันสำรองของโลกแทบหมดไป โดยปกติแล้ว กำลังสำรองนี้จะทำหน้าที่เป็น ตัวกันกระแทกเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก แต่เมื่อการสู้รบส่งผลกระทบต่อทั้งการผลิตและการขนส่ง น้ำมันสำรองดังกล่าวจึงไม่สามารถชดเชยการขาดแคลนได้เหมือนในอดีต
IRGC เผยใช้กำลังทหารไปแค่ 60%
โฆษกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน หรือ IRGC เปิดเผยว่า ขณะนี้กองกำลังอิหร่านใช้ศักยภาพทางทหารไปประมาณร้อยละ 60 ในการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาค นั่นหมายความว่า อิหร่านยังคงมีศักยภาพทางทหารเหลืออยู่อีกจำนวนมาก หากความขัดแย้งยืดเยื้อ
ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียด อิหร่านยังมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญโดย มอจตาบา คาเมเนอี บุตรชายคนที่ 2 ของ อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนที่ 3 ของประเทศ นักวิเคราะห์มองว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจทำให้สถานการณ์ความตึงเครียด และมีแนวโน้มยกระดับความเข้มข้นมากขึ้น
เมื่อถูกถามว่า ผู้นำสูงสุดคนใหม่และกองทัพอิหร่านมีจุดยืนสอดคล้องกันหรือไม่ คาราซีตอบว่า
ใช่ อย่างแน่นอน และแม้ผู้นำสหรัฐฯ จะกล่าวว่า ไม่อาจยอมรับได้ แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องของเขา
เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า หน้าที่ของผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐอิสลาม คือการกำกับความสามารถในการป้องกันประเทศของอิหร่าน และคำตอบดังกล่าวสะท้อนถึงท่าทีแข็งกร้าวของรัฐบาลอิหร่าน ต่อแรงกดดันจากต่างประเทศ
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศเตือนว่า หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ ความขัดแย้งอาจขยายตัวไปยังประเทศอื่นในภูมิภาค ทั้งวิกฤตพลังงานโลก ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูง ความผันผวนของตลาดการเงิน และความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก
หลายประเทศจึงเรียกร้องให้ทุกฝ่าย ลดความตึงเครียดและหาทางออกผ่านการทูต อย่างไรก็ตาม จากท่าทีล่าสุดของอิหร่าน ความหวังในการเจรจาในระยะสั้นดูเหมือนช่างริบหรี่และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
อ่านข่าวอื่น :
"กองทัพเรือ" เริ่มฝึกฝีพาย เตรียมจัดขบวนเรือ "ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค"
ศาลฎีกายกฟ้อง "อดีต สส.เชียงใหม่" ฟ้อง กกต. เรียกเงิน 70 ล้าน กรณีแจกใบส้ม
"ทรัมป์" โวรบใกล้จบ "อิหร่าน"สวนเตรียมยกระดับโจมตี 11 วันศึกตะวันออกกลาง
