เมื่อวันที่ 13 มี.ค.69 เวลาประมาณ 10.00 น. เครือข่ายภาคประชาชนในลุ่มน้ำโขง จ.นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ได้นั่งเรือประมงชาวบ้านกว่า 10 ลำไปยังเกาะกลางแม่น้ำโขง อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร เพื่อสำรวจความเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่กิดขึ้นจากการสร้างเขื่อน และรณรงค์หยุด วันเขื่อนโลก ในวันที่ 14 มี.ค.ของทุกปี
เรือประมงชาวบ้านทวนกระแสน้ำโขงจากท่า บ.สองคอน พาขึ้นเกาะ “ถ้ำแข้ใหญ่“ หรือเกาะถ้ำจระเข้ใหญ่
“จำกัด ว่องไว” ผู้ใหญ่บ้านสองคอน อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร บอกว่าจุดนี้เป็นล่องน้ำลึกมากกว่า 12 เมตรอยู่ระหว่างถ้ำจระเข้ใหญ่ กับเกาะถ้ำจระเข้น้อย ทำให้เป็นแหล่งปลาที่ชุกชุม และใต้ท้องน้ำยังมีถ้ำเป็นที่อยู่อาศัยของปลา ชาวบ้านมักจะจับปลาได้จำนวนมาก ในอดีตเกาะบริเวณนี้มีจระเข้น้ำจืดอาศัยอยู่ ในปัจจุบันไม่มีแล้ว แต่ยังเป็นชื่อของเกาะถ้ำแข้ใหญ่ที่ชาวบ้านเรียกจนถึงปัจจุบัน
การสร้างเขื่อนและดูดทรายกลางแม่น้ำโขง ปัจจุบันแม้ปลาถ้ำแข้จะยังจับปลาได้ แต่ลดลงไปหลายชนิด เพราทราย ก้อนหินที่มีตะไคร้น้ำเล็กๆ ที่เป็นแหล่งอาศัยของปลาถูกทำลายไปด้วยทำให้อาหารของปลา และแหล่งอนุบาลปลาถูกทำลายไปด้วย
เรือประมงชาวบ้านพาทวนกระแสน้ำโขงที่น้ำกำลังขึ้นจากเขื่อนในประเทศจีน และ สปป.ลาวปล่อยน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า แม่น้ำโขง จ.มุกดาหารที่ขึ้นลงผิดปกติทำให้ “ต้นไคร้เทพ” มี 7 ต้นกลางแม่น้ำโขงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ชาวบ้านกำลังเด็ดยอดและดอกต้นไคร้เทพ ไปกินกับลาบ ก้อย ปลาที่ประมงพื้นบ้านจับได้ในแม่น้ำโขง
“อนันต์ ทวีสุข” ประมงพื้นบ้าน จ.มุกดาหาร บอกว่าต้นไคร้เทพ เป็นพืชหายากในแม่น้ำโขง จะพบเฉพาะแก่งกะเบา และสีพันดอน บริเวณเเก่งกะเบามีจำนวน 7 ต้น แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 4 ต้น ตายไป 3 ต้นเมื่อปี 68 และจะเหลือต่อไปหรือไม่ยังตอบไม่ได้
”ต้นไคร้เทพ“ ไม่ได้เกิดทั่วไปจะนำไปปลูกไม่ได้ หน้าน้ำขึ้นเต็มฝั่งจะไม่มีใบเหลือแต่ลำต้น แต่เมื่อฤดูแล้งจะออกใบและดอก
การน้ำขึ้น-ลงฤดูแล้ง ไม่รู้ว่าต้นไคร้เทพ จะอยู่รอดหรือไม่ นับตั้งแต่สร้างเขื่อนไชยะบุรี หน้าแล้งต้นไคร้เทพก็เกือบจบน้ำจากการปล่อยน้ำจากเขื่อนฤดูแล้ง
เรือชาวบ้านพาทวนกระแสนน้ำโขงไปบริเวณแก่งกะเบา ปกติในช่วงฤดูแล้งแก่งกะเบาจะมีนักท่องเที่ยวมาเล่นน้ำ แต่การปล่อยน้ำจากเขื่อนทำให้ท่วมแก่งหิน ไม่มีนักท่องเที่ยวมาเล่นน้ำ กระทบกับการท่องเที่ยวน้ำโขงในช่วงฤดูแล้ง
เนินหินโผล่พ้นน้ำใกล้แก่งกะเบาชาวบ้านเรียกว่า ”เกาะหินสูง“ เนื่องจากเป็นเกาะและโขดหินโผล่พ้นน้ำ ทำให้เกาะแห่งนี้เป็นบ้านของนกหลายชนิด
ช่วงที่ชาวบ้านและทีมข่าวขึ้นไปสำรวจเกาะ พบว่ามีลูกนกเขาทราย ที่น่าจะเพิ่งออกจากไข่ไม่ถึงสับดาห์ ขนตามลำตัวเพิ่งขึ้น ยังบินไม่ได้ส่งเสียงร้องจากหลุมกลางโขดหิน และห่างไปไม่กี่เมตรมีไข่นกเขาทราย 3 ฟองวางอยู่กลางโขดหิน
ชาวบ้านบอกว่ากลางโขดหิน มีบ่อน้ำจำนวนมากที่เกิดจากการกัดเซาะในช่วงฤดูน้ำหลาก เกิดเป็นบ่อน้ำเล็กๆที่นกจะมาเล่นน้ำและดื่มกิน
ถ้าการขึ้นลงของน้ำผิดปกติในช่วงฤดูแล้ง บางปีจะท่วมเกาะ และแก่งหิน ทำให้ลูกนกที่บินหนีไม่ได้ ไข่นกที่ยังไม่ฟักจมไปกับน้ำ
มนตรี จันทวงศ์ กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง (The Mekong Butterfly) ที่ติดตามผลกระทบจากการสร้างเขื่อนบนลุ่มน้ำโขงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กล่าวถึงสถานการณ์แม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาในปัจจุบันมีความน่ากังวล จุดที่ลงสำรวจแม่น้ำโขงบริเวณแก่งกะเบา ปีนี้แม่น้ำโขงยังไม่ลด ทางจีนยังปล่อยน้ำลงมาปกติบริเวณจะมีเกาะแก่งมากกว่านี้
ชาวบ้านได้รับผลกระทบจับปลาได้ยากขึ้น “นกเขาทราย” มีที่อยู่อาศัยแคบลงเหมือนกันจากปัญหาการปล่อยน้ำ
เป็นความกดดันนกต้องมาศัยบนเกาะ ชาวประมงต้องหาปลาในพื้นที่เดียวกัน เป็นสภาพแวดล้อมบังคับ แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะเต็มไปด้วยหาด และเกาะแก่ง นกจะมีที่อยู่มากกว่านี้ คนก็จะไม่มารบกวน
มนตรี กล่าวอีกว่าผลกระทบน้ำขึ้น-ลง มีมากว่า 5-10 ปี แต่ปัญหาที่เพิ่มขึ้นมา คือ ปัญหาสารพิษในแม่น้ำโขง กำลังจะเริ่มสะสมในห่วงโซ่อาหาร ถึงแม้ปัจจุบันในภาคอีสานจะยังไม่เกินค่ามาตรฐาน แต่ว่ามีสารพิษในแม่น้ำเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงหาก 2-3 ปีข้างหน้าสารพิษยังไม่ลดลง
วันหยุดเขื่อนโลก เป็นวันที่ชาวบ้านทำงานหยุดเขื่อนยังมีความหวังให้แม่น้ำได้ไหลอิสระ และมีความสะอาดต่อสิ่งมีชีวิตไม่ใช่มนุษย์อย่างเดียว
ถึงแม้เสียงของชาวบ้านจะไม่ได้มากนักในแง่ของนโยบายผู้สร้างเขื่อน แต่เป็นเจนารมณ์ที่บริสุทธิ์ที่จะปกป้องระบบนิเวศและวิถีชีวิตของประชาชนที่ต้องพึ่งพาแม่น้ำโขง มนตรี กล่าว
ตัวแทนประชาคมลุ่มน้ำโขงภาคอีสาน กล่าวว่า เครือข่ายได้ร่วมกันหารือผลกระทบในแม่น้ำโขงที่กำลังเกิดขึันทั้งจากการสร้างเขื่อน และสารพิษที่แม่น้ำโขงตอนบน และสาขา ในประเทศต้นแม่น้ำกำลังไหลลงสู่แม่น้ำโขง
ปีนี้ได้ทราบผลกระทบสารพิษในแม่น้ำโขงและสาขา ที่ จ.เชียงราย จากที่เครือข่ายรณรงค์ต้านเขื่อนในแม่น้ำโขง เช่น ไชยะบุรี เขื่อนปากแบ่ง ฯลฯ สร้างผลกระทบอย่างไร ทางเครือข่ายฯ จะเรียกร้องไปยัง สส.ในพื้นที่และรัฐบาล
ชาวบ้านในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ( จ.นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ยังได้ทำป้ายมีข้อความรณรงค์ “คืนความเป็นธรรมให้แม่น้ำโขง” และมีข้อความภาษาอังกฤษ 'JUSTICE for MEKONG'
ตัวแทนชาวบ้าน ยังได้อ่านแถลงการณ์ประชาชนเครือข่ายแม่น้ำโขง เนื่องในวันหยุดเขื่อนโลก (International Day of Action Against Dams and for Rivers) 14 มีนาคม 2569 ในแถลงการณ์ มีใจความสำคัญแสดงถึง ความผูกพันกับแม่น้ำโขงตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา แม่น้ำโขงถือเป็นสายเลือดของผู้คนในภูมิภาค กำลังถูกทำลายจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำและเหมืองแร่ในภูมิภาคตอนบน ในการพัฒนาเปลี่ยนแม่น้ำที่เคยไหลอย่างอิสระให้กลายเป็นระบบอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ปนเปื้อนสารพิษและโลหะหนัก ก่อนไหลข้ามพรมแดน
ทั้งนี้ผลจากการพัฒนาได้ส่งผลกระทบต่อชีวิต วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับธรรมชาติ เป็นระบบนิเวศที่หล่อเลี้ยงอาหาร การดำรงชีพ และความทรงจำร่วมของผู้คนมาหลายชั่วอายุคน
การเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำจากการสร้างเขื่อนทำให้จังหวะของน้ำผิดเพี้ยน น้ำขึ้นลงผิดฤดูกาล ส่งผลให้พืชพรรณริมน้ำ สัตว์น้ำ ป่า ปลา พื้นที่ชุ่มน้ำ และวิถีการทำมาหากินของชุมชนเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกันภัยคุกคามของเหมืองแร่ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงได้เข้ามาซ้ำเติม ปล่อยสารพิษ โลหะหนัก และสารเคมีต่าง ๆ ลงสู่ระบบน้ำ แพร่ลงสู่ระบบนิเวศ สะสมอยู่ทั้งในน้ำและในตะกอน อาจส่งผลต่อสุขภาพของมนุษย์ สัตว์น้ำ การเกษตร โดยเมื่อปัญหาเขื่อนรวมกับปัญหาสารพิษจากเหมือง ขยายตัวไปทั้งลุ่มน้ำ ความเสียหายเช่นนี้ไม่อาจฟื้นฟูได้ง่าย และในบางกรณีไม่สามารถย้อนคืนสู่สภาพเดิมได้เลย
โครงการเขื่อนจำนวนมากถูกพัฒนาโดยการลงทุนข้ามพรมแดนและผูกพันกับสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว ขณะที่โครงการเหมืองแร่ขนาดใหญ่ก็เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมระดับโลก การพัฒนาเหล่านี้เกิดขึ้นโดยปราศจากการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของชุมชนผู้ได้รับผลกระทบภายใต้หลักการสากลด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน
สำหรับข้อเรียกร้องเครือข่ายภาคประชาชนในลุ่มน้ำโขง มี 5 ข้อประกอบด้วย
1. ต้องยุติการผลักดันโครงการเขื่อนใหม่ในแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขา
2. ต้องตรวจสอบและควบคุมกิจกรรมเหมืองแร่ที่ก่อให้เกิดมลพิษข้ามพรมแดนอย่างจริงจริง
3. ต้องเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส
4. ต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับชุมชนและระบบนิเวศ
5. และต้องเคารพสิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของแม่น้ำที่พวกเราพึ่งพา
การปกป้องแม่น้ำคือศักดิ์ศรี ความยุติธรรม และอนาคตของลูกหลานขอให้แม่น้ำโขงไหลอิสระและปลอดภัย และขอให้ความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นกับทุกชีวิตในลุ่มน้ำแห่งนี้
นอกจากกิจกรรมรณรงค์วันหยุดเขื่อนโลก เครือข่ายภาคประชาชนลุ่มแม่น้ำโขง ประกอบด้วย จ.นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ,กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง,มูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ Rivers and Rights และสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต ยังได้มีการประชุมแลกเปลี่ยนผลกระทบจากการสร้างเขื่อน และข้อกังวลสารพิษจากการทำเหมืองแร่ลุ่มแม่น้ำโขงและสาขา เพื่อจัดทำข้อเสนอให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรัฐบาล
รายงาน : โกวิทย์ บุญธรรม ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ
แท็กที่เกี่ยวข้อง:
