หากทรัมป์สยบอิหร่านจริง ทำไมยังเรียกร้องเรือรบพันธมิตรเข้าช่วย ?

ต่างประเทศ
14:32
จำนวนผู้ชม 461
หากทรัมป์สยบอิหร่านจริง ทำไมยังเรียกร้องเรือรบพันธมิตรเข้าช่วย ?
แม้ "ทรัมป์" จะประกาศว่าชนะ "อิหร่าน" แต่ความเป็นจริงกลับสะท้อนว่าความขัดแย้งยังห่างไกลจากคำว่า "จบสิ้น" เมื่ออิหร่านปิดทางเดินน้ำมันโลก จนสหรัฐฯ ต้องขอความช่วยเหลือจากพันธมิตรให้ส่งเรือรบเพื่อเปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ"

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างความงุนงงให้กับวงการทูตโลกอีกครั้ง เมื่อโพสต์ข้อความผ่าน ทรูธ โซเชียล และให้สัมภาษณ์กับสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Financial Times โดยระบุว่าอิหร่านถูกสยบและพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงจากการโจมตีทางอากาศกว่า 7,000 ครั้งของอิสราเอลและสหรัฐฯ เจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลทรัมป์ถึงกับยกย่องว่าเป็น "ชัยชนะที่เด็ดขาดที่สุดในประวัติศาสตร์การทหารสมัยใหม่"

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่วอชิงตันกำลังเฉลิมฉลอง ความจริงที่เกิดขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซกลับเป็นหนังคนละม้วน กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ยังคงประกาศกร้าวว่าเส้นทางเดินเรือสำคัญนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของอิหร่านโดยสมบูรณ์ และขู่ว่าเรือทุกลำที่พยายามผ่านจะตกเป็นเป้าหมายโจมตี

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึง "ภาวะชะงักงัน" ที่อันตรายอย่างยิ่ง เนื่องจากอิหร่านเปลี่ยนยุทธวิธีจากการสู้รบซึ่งหน้ามาเป็นการใช้ภูมิศาสตร์ทางการเมืองเป็นอาวุธ ด้วยการปิดกั้นการขนส่งน้ำมันดิบกว่า 1 ใน 5 ของความต้องการโลก สิ่งนี้บีบให้ทรัมป์ต้องออกมาเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ เช่น จีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร ส่งเรือรบมาช่วยลาดตระเวน โดยทรัมป์ให้เหตุผลว่า

ประเทศเหล่านี้คือผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากน้ำมันในตะวันออกกลาง และควรรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงเอง

ความลังเลของพันธมิตร เมื่อคำสั่งทรัมป์ไร้น้ำหนัก

ปฏิกิริยาจากพันธมิตรของสหรัฐฯ กลับเต็มไปด้วยความเย็นชาและค่อนข้างระมัดระวัง The Korea Times รายงานว่า "ฝรั่งเศส" เป็นประเทศแรก ๆ ที่ตอบปฏิเสธอย่างชัดเจน โดยระบุว่ากองเรือบรรทุกเครื่องบินจะยังคงประจำการอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกเท่านั้น

ขณะที่ "ญี่ปุ่น" ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึงร้อยละ 95 และต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซถึงร้อยละ 70 กลับแสดงท่าทีลำบากใจอย่างยิ่ง นายกฯ ซานาเอะ ทากาอิชิ ระบุว่าญี่ปุ่นยังไม่มีแผนจะส่งเรือรบ และต้องพิจารณาภายใต้กรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญใฝ่สันติที่เข้มงวด ซึ่งผลสำรวจในประเทศพบว่าชาวญี่ปุ่นกว่าร้อยละ 82 ไม่สนับสนุนการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ

ในทำนองเดียวกัน "เกาหลีใต้" ซึ่งกำลังเผชิญกับภาวะน้ำมันแพงจนส่งผลกระทบต่อสายการบินและการขนส่ง ก็ยังคงใช้ยุทธศาสตร์ความคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์ โดยอ้างว่าต้องปรึกษาหารืออย่างใกล้ชิดและพิจารณาอย่างรอบคอบ

"ออสเตรเลีย" คาดว่าจะไม่ส่งเรือไป แม้รู้ว่าเรื่องนี้สำคัญมาก แต่รัฐบาลออสเตรเลียไม่ได้รับการร้องขอหรือมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ แคทเธอรีน คิง รมว.คมนาคมกล่าว ขณะที่ เอ็ด มิลลิแบนด์ รมว.พลังงานของสหราชอาณาจักร กล่าวว่า "สหราชอาณาจักร" กำลังพิจารณาทุกทางเลือกเพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ แม้ไม่ได้ให้รายละเอียด แต่ก็มีหลายวิธีที่สหราชอาณาจักรสามารถมีส่วนร่วมได้

ขณะที่ หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่าสถานการณ์ในขณะนี้ตึงเครียด และกำลังบั่นทอนเสถียรภาพโลก พร้อมเสริมว่าจีนขอเรียกร้องอีกครั้งให้ทุกฝ่ายยุติปฏิบัติการทางทหารโดยทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ความปั่นป่วนในภูมิภาคส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโลก คำกล่าวนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ทรัมป์แสดงความต้องการความช่วยเหลือจากชาติพันธมิตรและสมาชิกนาโต้ และมีรายงานว่า "จีน" หลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามเรื่องส่งเรือไปยังน่านน้ำรอบช่องแคบฮอร์มุซ

แม้ว่าทรัมป์จะขู่ว่าหากใครไม่ช่วย อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตของนาโต้ หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศ แต่มิตรประเทศเหล่านี้กลับมองว่าวิกฤตครั้งนี้เป็น "ความวุ่นวายที่ทรัมป์เป็นคนก่อขึ้นเอง" และไม่ต้องการถูกลากเข้าสู่สงครามที่ไม่มีแผนทางออกชัดเจน

ภาพประกอบข่าว หากทรัมป์สยบอิหร่านจริง ทำไมยังเรียกร้องเรือรบพันธมิตรเข้าช่วย ?

อาวุธใหม่ของอิหร่าน "น้ำมัน แลก หยวน"

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในวิกฤตครั้งนี้ ไม่ใช่ขีปนาวุธ แต่คือ "เงินตรา" มีรายงานจาก World Briefing ว่าอิหร่านกำลังพิจารณาแผนการที่จะอนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ หากมีการตกลงซื้อขายน้ำมันด้วย "เงินหยวน" ของจีนแทนที่ "เงินดอลลาร์สหรัฐ"

หากอิหร่านดำเนินการตามแผนนี้ จะถือเป็นการท้าทายอำนาจสูงสุดของดอลลาร์ในตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรงและอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับกลุ่มประเทศ BRICS และกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ต้องการลดการพึ่งพาสหรัฐฯ

"จีน" ในฐานะผู้เล่นหลัก แม้จะเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจ แต่ก็นักวิเคราะห์มองว่านี่คือโอกาสทองที่จีนจะผลักดันให้เงินหยวนกลายเป็นสกุลเงินหลักในโลกพลังงาน อย่างไรก็ตาม จีนเองก็ยังคงสงวนท่าทีเพราะกังวลเรื่องความมั่นคงในการเดินเรือและความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ที่อาจเลวร้ายลงไปอีกก่อนการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง ที่จะเกิดขึ้นในเดือน มี.ค. นี้

ภายในสหรัฐฯ เอง ทรัมป์กำลังเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลจากราคาน้ำมันขายปลีกที่พุ่งสูงขึ้นกว่าร้อยละ 25 เจค ซัลลิแวน อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ เตือนว่ารัฐบาลทรัมป์ขาดการวางแผนสำหรับผลกระทบขั้นที่ 2, 3 ซัลลิแวนชี้ว่ารัฐบาล "ตกตะลึง" กับการที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งที่เป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ตั้งแต่แรก และขณะนี้สหรัฐฯ กำลังตกที่นั่งลำบากเพราะไม่รู้ว่า "ความสำเร็จ" ในสงครามครั้งนี้หน้าตาเป็นอย่างไร

นอกจากนี้ การที่ทรัมป์ไม่ยอมปรึกษาหารือกับสภาคองเกรส และการใช้คำพูดที่สับสน เช่น การบังคับให้อิหร่าน "ยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข" แต่กลับไม่มีการเจรจาทางการทูต ยิ่งทำให้เกิดความกังวลว่า สหรัฐฯ อาจติดหล่มสงครามยาวนานเหมือนในอิรักและอัฟกานิสถาน แม้แต่ รมว.กลาโหม พีท เฮกเซธ จะพยายามยืนยันว่านี่ไม่ใช่สงครามสร้างชาติที่ยืดเยื้อ แต่ความสูญเสียของทหารอเมริกัน 13 นายที่เกิดขึ้นไปแล้ว ยิ่งทำให้สาธารณชนตั้งคำถามถึงความจำเป็นของสงครามครั้งนี้

ภาพประกอบข่าว หากทรัมป์สยบอิหร่านจริง ทำไมยังเรียกร้องเรือรบพันธมิตรเข้าช่วย ?

"รัสเซีย" ผลพลอยได้จากสงคราม

ในขณะที่โลกกำลังเดือดร้อน รัสเซียกลับเป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น มีรายงานว่าสหรัฐฯ อาจต้องจำใจผ่อนปรนการคว่ำบาตรน้ำมันของรัสเซียเพื่อลดแรงกดดันในตลาดโลก ซึ่งเป็นภาพที่ย้อนแย้งอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าสหรัฐฯ กำลังสนับสนุนยูเครนในการต่อสู้กับรัสเซีย ยิ่งไปกว่านั้น ยูเครนเองยังได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจนซ้ำเติมเศรษฐกิจที่บอบช้ำจากสงครามอยู่แล้ว

คำประกาศชัยชนะของทรัมป์ดูเหมือนจะเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม แต่ในทางปฏิบัติ การสู้รบกับอิหร่านยังห่างไกลจากคำว่าจบสิ้น อิหร่านยังคงมีสต็อกยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่สามารถใช้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ และผู้นำคนใหม่ยังไม่มีทีท่าจะยอมเจรจา

CNN วิเคราะห์ว่า การที่ทรัมป์ต้องร้องขอเรือรบจากทั่วโลกคือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่า สหรัฐฯ ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ด้วยตัวคนเดียว และความพยายามที่จะปิดเกมสงครามด้วยกำลังทหารเพียงอย่างเดียว อาจนำไปสู่การพังทลายของระเบียบโลกที่สหรัฐฯ เคยเป็นผู้นำมานานหลายทศวรรษ

โลกกำลังเฝ้าจับตามองว่า ในสัปดาห์หน้าเมื่อ นายกฯ ญี่ปุ่น ไปเยือนวอชิงตัน หรือเมื่อถึงกำหนดการประชุมสุดยอดกับจีน ทรัมป์จะสามารถโน้มน้าวให้พันธมิตรยอมรับความเสี่ยงร่วมกับเขาได้หรือไม่ หรือเขาจะต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยวท่ามกลางชัยชนะที่ว่างเปล่า

อ่านข่าวอื่น :

"ดีเซล" ขาดแคลน ลามกระทบกิจนิมนต์-ฌาปนกิจศพหลายจังหวัด

ขัดแย้งตะวันออกกลาง ดันราคาพลังงานไทยพุ่ง เกียรตินาคินฯปรับ GDPไทย 1.8%

One Battle After Another คว้าภาพยนตร์ยอดเยี่ยม Oscars 2026 พร้อมอีก 5 รางวัลใหญ่