"ดีเอสไอ" แจงคดี "ที่ดินเขากระโดง" ยังไม่จบ อยู่ในอำนาจ ป.ป.ช.- ศาล

อาชญากรรม
16:35
จำนวนผู้ชม 374
"ดีเอสไอ" แจงคดี "ที่ดินเขากระโดง" ยังไม่จบ อยู่ในอำนาจ ป.ป.ช.- ศาล
Botnoi Voice
"ดีเอสไอ" แจง "คดีที่ดินเขากระโดง" ยังไม่จบ อยู่ในอำนาจ ป.ป.ช.-ศาล พร้อมสนับสนุนภารกิจตามที่ได้รับมอบหมาย

วันนี้ (16 มี.ค.2569) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงกรณีที่ปรากฏข่าวสารผ่านสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ว่า ดีเอสไอยุติการสืบสวน กรณีคดีที่ดินเขากระโดง จนทำให้เกิดความเข้าใจต่อสาธารณชนว่ากระบวนการในเรื่องดังกล่าวเสร็จสิ้น และไม่มีการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องแล้วนั้น

ดีเอสไอขอชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่า มีประชาชนจำนวน 2 คน เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนกล่าวหา เจ้าหน้าที่ของรัฐต่อดีเอสไอ โดยเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน กรณีที่ไม่เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ของที่ดินเอกชนที่ทับซ้อนกับแนวเขตที่ดินตามพระราชกฤษฎีกา กำหนดแนวเขตสร้างทางรถไฟหลวงต่อจากนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี ลงวันที่ 25 พ.ย.2464 ซึ่งมีคำพิพากษาศาลฎีกาแล้วว่า เป็นที่ดินของรัฐ อันเป็นการดำเนินการที่มิชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งร้องขอให้ดีเอสไอ ดำเนินการเกี่ยวกับการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดินและดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง

ดีเอสไอ โดยกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับเรื่องไว้ทำการสืบสวนเป็นสำนวนสืบสวนที่ 97/2568 โดยมีการรวบรวมคำพิพากษา คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา ข้อมูลจากสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ ข้อมูลจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งลงพื้นที่เพื่อสืบสวนข้อเท็จจริง และมีการประสานข้อมูลไปยังกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.ตร.) พบว่าเรื่องนี้มีการฟ้องคดีในศาล ทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา และคดีปกครอง รวมกันกว่า 18 คดี

โดยในส่วนคดีแพ่ง มีคำพิพากษาฎีกาและคดีถึงที่สุดหลายคดี ซึ่งนำไปสู่การฟ้องศาลปกครอง และมีคำพิพากษาศาลปกครอง ให้กรมที่ดินตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อพิจารณาเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ โดยกรมที่ดินตั้งคณะกรรมการดังกล่าวและมีมติไม่เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งมีปรากฏอยู่ในบริเวณดังกล่าว 995 แปลง จนนำไปสู่การฟ้องคดีที่ศาลปกครองเป็นอีกคดีหนึ่ง

สำหรับประเด็นของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ได้กล่าวหาคณะกรรมการตามมาตรา 61 ทั้งต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ ปปป.ตร. โดยสำนวนในส่วน ปปป.ตร.นั้น ส่งไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เพื่อไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 แล้ว สอดคล้องกับข้อมูลที่สำนักงาน ปปช. ให้ข้อมูลต่อสื่อสาธารณะก่อนหน้านี้

ดังนั้น ดีเอสไอจึงต้องส่งเรื่องดังกล่าวไปยังคณะกรรมการ ปปช. เพื่อรวมเรื่องดำเนินการ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นการบุกรุกที่ดินของรัฐนั้น ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันปราบปรามการทุจริตฯ มาตรา 30 กำหนดให้เรื่องที่เกี่ยวข้องกัน เป็นอำนาจวินิจฉัย รวมทั้งหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ปปช. ด้วย

ซึ่งหากคณะกรรมการ ปปช. มีมติเป็นประการใด หรือประสงค์ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษช่วยดำเนินการในเรื่องใด ภายใต้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ กรมสอบสวนคดีพิเศษยินดีและพร้อมสนับสนุนการปฏิบัติ อีกทั้งเรื่องนี้ยังมีคดีที่อยู่ในชั้นศาลหลายคดี กรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงส่งผลการสืบสวนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประโยชน์ในการต่อสู้คดีและรักษาผลประโยชน์ของรัฐตามหน้าที่และอำนาจของแต่ละหน่วยงาน

ดังนั้น จากข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงไม่ใช่เป็นกรณีที่มีการยุติการดำเนินการในเรื่องเขากระโดงทั้งหมด ตามที่สาธารณชนเข้าใจ แต่เป็นการดำเนินการภายใต้บทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงขอเน้นย้ำและชี้แจงทำความเข้าใจต่อสาธารณชน

ศาลอุทธรณ์ ยืนยกฟ้อง "หลงจู๊สมชาย" คดีบ่อนพนันฯ

"พยาบาลเชียงราย" รวมตัวคัดค้าน "เวร 12 ชั่วโมง" วอนแก้ปัญหาให้ตรงจุด

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง "โสภณ" นั่งประธานสภาฯ "มัลลิกา–เลิศศักดิ์" รองประธาน