การสังหาร “อาลี ลาริจานี” เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำอิหร่านตัวจริง หลังการเสียชีวิตของ “อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี” ได้จุดชนวนความโกรธแค้นในอิหร่าน ซึ่งประกาศกร้าวว่า จะโจมตีอิสราเอลอย่างเข้มข้นและเด็ดขาด จุดนี้สะท้อนถึงสถานการณ์สู้รบ ที่จะยกระดับความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นหรือไม่
“อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี” อดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน ถูกสังหารเมื่อวันที่ 28 ก.พ.69 ที่ผ่านมา
การโจมตีกรุงเทลอาวีฟ เมื่อคืนนี้ (17 มี.ค.2569) ตามเวลาท้องถิ่น อาจเป็นตัวชี้วัดหนึ่ง หลังจากอิหร่านใช้ขีปนาวุธติดหัวรบหลายหัวแบบคลัสเตอร์ ยิงโจมตีเข้ามาที่กรุงเทลอาวีฟ ซึ่งขีปนาวุธประเภทนี้ยากต่อการสกัด เนื่องจากเมื่อถูกยิงเข้ามาแล้ว หัวรบจะแตกออกเป็นระเบิดลูกเล็กๆ หลายลูกกลางอากาศ และกระจายโจมตีพื้นที่เป็นวงกว้าง ซึ่งสร้างความเสียหายได้อย่างรุนแรง เมื่อใช้ในพื้นที่ที่มีผู้อาศัยอยู่อย่างหนาแน่น
“อาลี ลาริจานี” เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด ของอิหร่าน
นอกจากนี้ อิหร่านยังระดมโจมตีในพื้นที่อื่น ๆ ของอิสราเอลด้วย เพื่อแก้แค้นที่อิสราเอลสังหาร “ลาริจานี” ในปฏิบัติการโจมตีทางอากาศชานกรุงเตหะรานก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่ชั่วโมง
แม้ว่าแกนนำระดับสูงของอิหร่าน มักจะตกเป็นเป้าการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลมาโดยตลอด แต่บทบาทของ “ลาริจานี” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศึกครั้งนี้ ทำให้หลายฝ่ายออกมาตั้งคำถามว่า การเสียชีวิตของเขาจะกระทบต่อทิศทางของสงครามมากน้อยแค่ไหน
“ลาริจานี” เกิดในอิรัก ก่อนที่จะย้ายมาอิหร่าน และเข้าร่วมกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ในช่วงที่อิรักบุกโจมตีอิหร่านหลังการปฏิวัติอิสลาม ก่อนที่เขาจะค่อย ๆ ก้าวขึ้นสู่อำนาจ และมีส่วนสำคัญในการกำหนดนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังนั่งเก้าอี้เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด ซึ่งทำให้ “ลาริจานี” เข้าไปมีบทบาท ทั้งในเรื่องสงคราม การทูตและความมั่นคง
“ลาริจานี” รับผิดชอบ 3 วิกฤตใหญ่ ๆ ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งรับมือกับการประท้วงในประเทศเมื่อเดือนม.ค. ซึ่งการปราบปรามของเจ้าหน้าที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน
“อาลี ลาริจานี” เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด ของอิหร่าน
ขณะที่การเจรจานิวเคลียร์กับสหรัฐฯ เป็นอีกบทบาทสำคัญ ซึ่งเขาไปเจรจาที่โอมานด้วยเพียง 2 สัปดาห์ก่อนเกิดสงคราม แต่เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดการโจมตีและสังหาร “อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี” เมื่อวันที่ 28 ก.พ. โดย “ลาริจานี” คือ คนแรก ๆ ที่ก้าวออกมาเป็นหน้าตาของระบอบอิหร่านกลางศึกใหญ่
“มอจตาบา คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนปัจจุบัน
ขณะที่การให้สัมภาษณ์สื่อที่ถือเป็นการปรากฏตัวต่อสาธารณะเป็นครั้งสุดท้ายของ “ลาริจานี” ขณะร่วมเดินขบวนเนื่องในวัน "อัล กุดส์" ที่กรุงเตหะรานเมื่อวันศุกร์ โดยแม้ว่า “มอจตาบา คาเมเนอี” จะได้รับเลือกให้เป็นผู้นำสูงสุด แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนที่เป็นกระบอกเสียงสำคัญในภาวะสงคราม ออกสื่อประกาศจุดยืนอิหร่านบ่อยครั้ง และปะทะคารมกับผู้นำสหรัฐฯ หนีไม่พ้น “ลาริจานี”
แม้หลายฝ่ายจะเชื่อว่า “ลาริจานี” มีบทบาทสำคัญในอิหร่านยุคสงคราม แต่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ยืนยันว่า การเสียชีวิตของหัวหน้าความมั่นคงจะไม่ใช่กระสุนปลิดชีพชนชั้นนำในอิหร่าน และไม่สามารถทำลายโครงสร้างทางการเมืองที่แข็งแกร่งของอิหร่านลงได้ เนื่องจากรัฐบาลอิหร่าน ไม่ได้พึ่งพิงไปที่ใครคนใดคนหนึ่งเป็นการเฉพาะ
แต่ในขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์หลายคนประเมินไปในทิศทางเดียวกันว่า ความเคลื่อนไหวนี้จะทำให้อำนาจสั่งการไปอยู่ในมือของฝ่ายทหาร และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง IRGC เพิ่มมากขึ้น
ในช่วงกว่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เชื่อว่า มีแกนนำอิหร่าน ทั้งฝ่ายทหารและการเมือง ถูกสังหารไปแล้วหลายสิบคน อย่างที่ประกาศชื่อออกมาพร้อม ๆ กับ “ลาริจานี” คือ “โกลามเรซา โซเลมานี” ผู้บัญชาการกองกำลังบาซิจ กองกำลังอาสาสมัครที่รับคำสั่งจาก IRGC ทำหน้าที่ดูแลความมั่นคงภายในประเทศ และมีสมาชิกนับล้าน ๆ คน โดยแม้บทบาทของกลุ่มนี้ในสงครามจะไม่ชัดเจน แต่เชื่อว่าอาจจะมีส่วนในการขัดขวางการลุกฮือของประชาชนได้
ขณะที่ “อาลี ชามคานี” เลขาธิการสภากลาโหม “อับดอลราฮิม มูซาวี” เสนาธิการทหารสูงสุด และ “โมฮัมหมัด ปักปูร์” ผู้บัญชาการ IRGC ทั้ง 3 คน รับตำแหน่งหลังสงคราม 12 วัน เมื่อเดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว (2568) หลังจากเจ้าของเก้าอี้เดิมถูกสังหาร หรือเป็นตำแหน่งเปิดใหม่ เพื่ออุดรูรั่วในการบริหาร แต่ทั้งหมดเสียชีวิตในวันแรกของสงคราม
แม้ว่าอิหร่านจะยืนยันว่า การทยอยเสียชีวิตของแกนนำระดับสูง จะไม่กระทบต่อการเดินเกมศึก และการรักษาอำนาจของระบอบการปกครองในปัจจุบัน แต่การสูญเสียบุคลากรที่มีประสบการณ์ ย่อมส่งผลกระทบต่อการสั่งการ รวมทั้งการประสานงานต่าง ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อำนาจการควบคุมในฝ่ายการเมือง
ที่อาจจะพอเป็นตัวอย่างให้เห็นได้ นั่นคือ กรณีที่ “มาซูด เปเซชเคียน” ประธานาธิบดีอิหร่าน ออกมาขอโทษ และระบุว่า จะไม่โจมตีประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนที่จะถูกฝ่ายทหารสวนกลับ ขณะที่อิหร่านยังคงเดินหน้าโจมตีประเทศในตะวันออกกลางต่อไป
หน่วยต่าง ๆ ของกองทัพอิหร่าน ได้รับอำนาจแบบกว้าง ๆ ถ้าผู้นำไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ นั่นหมายความว่า ถ้าผู้นำหน่วยถูกสังหาร หน่วยนั้น ๆ สามารถตัดสินใจอะไรได้เอง ซึ่งจะทำให้การตอบโต้ทำได้รวดเร็วและไม่สะดุด แต่ผลที่ตามมา คือ การขาดการประสานงานกับส่วนกลาง และอาจกระทบกับยุทธศาสตร์การรบด้วยหรือไม่
ภาพใหญ่ที่ไปไกลมากกว่าการสู้รบ คือ เสถียรภาพและอนาคตของอิหร่าน เพราะแม้กระทั่งตัว “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เองยังเคยออกมายอมรับว่า ไม่รู้จะสนับสนุนใครขึ้นมาปกครองอิหร่านหลังสงครามได้แล้ว เพราะว่าที่เข้าตาทั้งหมดเสียชีวิตไปแล้วในการโจมตีหลายระลอก แต่สิ่งหนึ่งที่น่าจะชัดเจนในตอนนี้ นั่นคือสงครามครั้งนี้น่าจะยืดเยื้อและรุนแรงขึ้นกว่าเดิมด้วย
อ่านข่าว
"อิหร่าน" เริ่มเปิด "ฮอร์มุซ" รายงานระบุ มีเรือแล่นผ่านเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า
"เนทันยาฮู" ส่งสารถึง "ชาวอิหร่าน" หลังสังหาร 2 ผู้นำระดับสูง
เปิดจดหมาย "โจ เคนท์" ลาออก ผอ.ศูนย์ต่อต้านก่อการร้ายสหรัฐฯ
อิหร่านยืนยัน "อาลี ลาริจานี" เลขาฯ สภาความมั่นคงถูกลอบสังหาร
“อิสราเอล” อ้างสังหาร “อาลี ลาริจานี” เลขาฯ สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดอิหร่านแล้ว
