"ใครจะรู้เรื่องเซอร์ไพรส์ดีเท่าญี่ปุ่น" ทรัมป์พาดพิง "เพิร์ลฮาร์เบอร์" ต่อหน้าทาคาอิชิ

ต่างประเทศ
07:10
จำนวนผู้ชม 2,252
"ใครจะรู้เรื่องเซอร์ไพรส์ดีเท่าญี่ปุ่น" ทรัมป์พาดพิง "เพิร์ลฮาร์เบอร์" ต่อหน้าทาคาอิชิ
คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของโดนัลด์ ทรัมป์กลายเป็นประเด็นร้อน เมื่อผู้นำสหรัฐฯ หยิบเหตุการณ์การโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ มา "ล้อเล่น" ต่อหน้าผู้นำญี่ปุ่นท่ามกลางคำถามว่าการทูตสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนไปในทิศทางใด

เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2569 The New York Times รายงาน บรรยากาศการหารือที่ดูเป็นมิตรภายในห้องทำงานรูปไข่ ในทำเนียบขาว กลับกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ทันที หลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวพาดพิงถึงเหตุการณ์โจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์เมื่อปี 1941 (พ.ศ.2484) ต่อหน้าผู้นำญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิชิ

คำพูดดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างที่ทรัมป์ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับเหตุผลที่สหรัฐฯ และ อิสราเอล ไม่ได้แจ้งพันธมิตรล่วงหน้าก่อนปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน โดยผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า ไม่บอกใคร เพราะต้องการเซอร์ไพรส์ (สร้างความประหลาดใจ)

ไม่มีใครรู้เรื่องการเซอร์ไพรส์ดีไปกว่าญี่ปุ่น ทำไมคุณไม่บอกผมเรื่องเพิร์ลฮาร์เบอร์ล่ะ ?

แม้ในห้องจะมีเสียงหัวเราะเบา ๆ จากผู้เข้าร่วม แต่ปฏิกิริยาของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นกลับสะท้อนความอึดอัดอย่างชัดเจน โดยเธอเพียงเบิกตากว้าง สูดลมหายใจลึก และนิ่งเงียบตลอดช่วงเวลานั้น

เหตุการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นการ "ทำลายธรรมเนียมทางการทูต" ที่สหรัฐฯ ยึดถือมานานหลายทศวรรษ เนื่องจากผู้นำอเมริกันโดยทั่วไปมักหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงเหตุการณ์โจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ ต่อหน้าผู้นำญี่ปุ่น เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่ก่อตัวขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

หลังสงครามสิ้นสุดลง สหรัฐฯ ภายใต้การนำของ ปธน.แฮร์รี ทรูแมน ใช้เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุผลในการปฏิรูปญี่ปุ่น รวมถึงการกำหนดรัฐธรรมนูญสันติภาพที่จำกัดบทบาททางทหารของประเทศ และทำให้ญี่ปุ่นต้องพึ่งพาการคุ้มครองด้านความมั่นคงจากสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ยุคสงครามเย็น สหรัฐฯ ได้เปลี่ยนแนวทาง โดยเน้นการมองเหตุการณ์เพิร์ลฮาร์เบอร์เป็น "โศกนาฏกรรมทางประวัติศาสตร์" มากกว่าการกล่าวโทษ เพื่อรักษาพันธมิตรสำคัญในเอเชีย

ตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวทางดังกล่าวคือในปี 2559 เมื่อ ปธน.บารัค โอบามา เดินทางไปยังสถานที่เกิดเหตุพร้อมกับอดีตนายกฯ ญี่ปุ่น ชินโซะ อาเบะ เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิต และเน้นย้ำถึงความเป็นไปได้ของความปรองดองระหว่าง 2 ประเทศ

นักวิเคราะห์ด้านนโยบายเอเชียมองว่า คำกล่าวของทรัมป์ถือเป็นสิ่งที่ผิดปกติและน่าตกใจ เนื่องจากจุดประสงค์ของการพบปะผู้นำทั้ง 2 ประเทศควรเน้นย้ำถึงความร่วมมือและวิสัยทัศน์ร่วม ไม่ใช่การย้อนรำลึกถึงความขัดแย้งในอดีตที่อาจสร้างความแตกแยก เหตุการณ์ครั้งนี้จึงสะท้อนภาพลักษณ์ของทรัมป์ในฐานะผู้นำที่มักท้าทายกรอบการทูตแบบดั้งเดิม และเลือกใช้ถ้อยคำที่ตรงไปตรงมาแม้จะเสี่ยงต่อการกระทบความรู้สึกของพันธมิตรสำคัญก็ตาม

ย้อนรอย การโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์

เหตุการณ์การโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธ.ค.2484 เมื่อกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นเปิดฉากโจมตีฐานทัพเรือสหรัฐฯ ที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ รัฐฮาวายแบบไม่ทันตั้งตัว การโจมตีครั้งนี้มุ่งทำลายกองเรือแปซิฟิกของสหรัฐฯ โดยใช้เครื่องบินรบและระเบิดถล่มเรือรบ สนามบิน และสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารอย่างหนัก

ผลของการโจมตีทำให้เรือรบจำนวนมากเสียหายหรือจมลง รวมถึงเรือประจัญบานยูเอสเอส แอริโซนา (USS Arizona) มีผู้เสียชีวิตชาวอเมริกันกว่า 2,400 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก เหตุการณ์นี้สร้างความตกตะลึงไปทั่วสหรัฐฯ และถูกมองว่าเป็น "การโจมตีโดยไม่ประกาศสงคราม" ที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ประเทศ

เพียง 1 วันหลังจากนั้น ปธน.แฟรงกิน ดี.รูสเวลต์ ได้ประกาศให้วันที่เกิดเหตุเป็น "วันที่จะถูกจดจำในความอัปยศ (Day of Infamy)" และขอให้สภาคองเกรสประกาศสงครามกับญี่ปุ่น ส่งผลให้สหรัฐอเมริกาเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเต็มตัว และเปลี่ยนทิศทางของสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเวลาต่อมา

อ่านข่าวอื่น :

โซลาร์รูฟท็อปยอดจองพุ่ง คนแห่ติดตั้งหวังลดหย่อนภาษี-ประหยัดค่าไฟ

ลอบยิงรถ "กมลศักดิ์" สส.พรรคประชาชาติ จ.นราธิวาส เจ็บ 2 คน เจ้าตัวหลบกระสุนได้ทัน

"อิสราเอล" รับลงมือโจมตีแหล่งพลังงานอิหร่าน ไม่เกี่ยวสหรัฐฯ