ไฟรบตะวันออกกลาง 14 วัน ปล่อย CO₂ 5 ล้านตันเทียบเท่า 84 ประเทศรวมกัน

สิ่งแวดล้อม
10:17
จำนวนผู้ชม 285
ไฟรบตะวันออกกลาง 14 วัน ปล่อย CO₂ 5 ล้านตันเทียบเท่า 84 ประเทศรวมกัน
การวิเคราะห์ใหม่ชี้ว่าศึกตะวันออกกลางเพียง 14 วันแรก ปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 5 ล้านตัน มากกว่าที่ไอซ์แลนด์ปล่อยตลอดปี 2567 และเทียบเท่ากับการปล่อยของประเทศที่มีมลพิษต่ำที่สุด 84 ประเทศรวมกัน โดยซากอาคารและเชื้อเพลิงถูกไหม้เป็นสาเหตุหลัก

นโยบาย "ความเป็นเจ้าแห่งพลังงาน" ของรัฐบาลทรัมป์ ทำให้สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงทางทหารในประเทศผู้ผลิตน้ำมันทั่วโลก ตั้งแต่เอกวาดอร์ เวเนซุเอลา ไนจีเรีย และล่าสุดคืออิหร่าน นับตั้งแต่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา อิหร่านและเลบานอนทางใต้ ถูกโจมตีทางอากาศหลายพันครั้ง เรือบรรทุกน้ำมันและโรงกลั่นน้ำมันเสียหายหรือถูกทำลาย อิหร่านปิดเส้นทางเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางส่งน้ำมันร้อยละ 20 และก๊าซธรรมชาติเหลวร้อยละ 19 ของโลก

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดที่ทรัมป์ให้ไว้ การแทรกแซงครั้งนี้ชัดเจนว่าเกี่ยวกับน้ำมัน ทำให้ตะวันออกกลางเข้าสู่วิกฤตใหม่ และเพิ่มต้นทุนทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมจากสงคราม

ขณะที่การโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งถูกมองว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายและวางแผนไม่รอบคอบ ยังคงคร่าชีวิตผู้คนนับพันและทำให้ผู้ลี้ภัยนับล้าน ต้นทุนเหล่านี้ยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แม้ต้นทุนทางการเงินของสหรัฐฯ ในช่วงแรกอยู่ที่ 16,500 ล้านดอลลาร์ แต่ความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมจากการโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน โรงผลิตน้ำจืด และฐานทัพ อาจเพิ่มเป็น 2-3 เท่าในอีกสิบวันข้างหน้า

ภาพประกอบข่าว ไฟรบตะวันออกกลาง 14 วัน ปล่อย CO₂ 5 ล้านตันเทียบเท่า 84 ประเทศรวมกัน

การวิเคราะห์ Two weeks of war in Iran unleashed more carbon pollution than Iceland does in a year โดย Climate and Community Institute พบว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน 14 วันแรกมีปริมาณกว่า 5,000,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งสูงกว่าการปล่อยมลพิษทางสภาพภูมิอากาศทั้งหมดของไอซ์แลนด์ในปี 2567 ตัวเลขนี้เทียบเท่าการปล่อยก๊าซจากรถยนต์น้ำมันเบนซิน 1,100,000 คันตลอดปี และสร้างความเสียหายด้านสภาพภูมิอากาศมูลค่ากว่า 1,300 ล้านดอลลาร์

การประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากสงคราม โดยเฉพาะก๊าซเรือนกระจก มักถูกมองข้าม การวิเคราะห์นี้ใช้วิธีเดียวกับที่ใช้ศึกษากาซาและยูเครน โดยรวมการปล่อยโดยตรงจากท่อไอเสีย การปล่อยทางอ้อมจากห่วงโซ่อุปทาน และการปล่อยจากความขัดแย้ง เช่น อุปกรณ์ที่ถูกทำลาย ขีปนาวุธ โดรน น้ำมันในคลัง เรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกทำลาย เชื้อเพลิงที่ใช้ในการรบ และโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน ต้นทุนคาร์บอนจะเพิ่มขึ้นมากหากสงครามยืดเยื้อ เนื่องจาก

  1. การผลิตอาวุธใหม่และการขนส่ง
  2. การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลจากโรงกลั่นที่ถูกโจมตี
  3. การเข้าร่วมของประเทศอื่น ๆ ที่ส่งเรือไปยังภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศที่ใหญ่ที่สุดจะเกิดหลังสงคราม เมื่อสหรัฐฯ ขยายการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลในนามความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งจะล็อกการปล่อยก๊าซหลายทศวรรษ การเคลียร์ซากและการสร้างใหม่ก็เป็นสาเหตุหลัก โดยการสร้างใหม่ในกาซาและเลบานอนจะปล่อยก๊าซมากกว่าสงครามถึง 24 เท่า ส่วนในยูเครนสูงถึง 56 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 43,000 ล้านดอลลาร์

ขณะนี้ ต้นทุนทางเศรษฐกิจของสงครามจะตกอยู่กับประชาชนผู้ใช้แรงงาน ราคาพลังงานที่พุ่งสูงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งโดยตรงและทางอ้อม ทำให้ราคาสินค้าทุกอย่าง รวมถึงอาหารสูงขึ้น และอาจนำไปสู่นโยบายรัดเข็มขัด รวมถึงลดการลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศ

แผนการทางทหารที่แพงและไร้ทิศทางของรัฐบาลทรัมป์ เพื่อให้บรรลุ "ความเป็นเจ้าแห่งพลังงาน" ผ่านความรุนแรง กำลังสร้างวิกฤตเศรษฐกิจระยะสั้น และจะก่อให้เกิดผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงในระยะยาว ข้อมูลชี้ว่าชาวอิหร่านและผู้คนทั่วโลกจะยังคงได้รับผลกระทบจากสงครามนี้ต่อไปอีกหลายทศวรรษ

ภาพประกอบข่าว ไฟรบตะวันออกกลาง 14 วัน ปล่อย CO₂ 5 ล้านตันเทียบเท่า 84 ประเทศรวมกัน

CO₂ 5 ล้านตัน ถูกปล่อยใน 14 วันแรกของศึกตะวันออกกลาง

การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน เป็นหายนะสำหรับสภาพภูมิอากาศ ตามการวิเคราะห์ของ The Guadian ที่ระบุว่ากำลังใช้จ่ายงบประมาณคาร์บอนของโลกเร็วกว่าประเทศ 84 ประเทศรวมกัน

งบประมาณคาร์บอน (Carbon Budget) คือปริมาณก๊าซเรือนกระจกสะสมสูงสุดที่มนุษย์สามารถปล่อยออกมาได้ โดยยังคงรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกินเป้าหมาย (เช่น จำกัดที่ 1.5-2°C) ตามข้อตกลงปารีส ปริมาณนี้เปรียบเสมือน "วงเงินจำกัด" ที่เหลืออยู่ ซึ่งหากใช้หมดโลกจะเผชิญกับสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว

ขณะที่เครื่องบินรบ โดรน และขีปนาวุธสังหารผู้คนนับพัน ทำลายโครงสร้างพื้นฐาน และเปลี่ยนตะวันออกกลางให้กลายเป็นเขตสังเวยสิ่งแวดล้อมขนาดยักษ์ การวิเคราะห์ครั้งแรกพบว่าความขัดแย้งปล่อยก๊าซเรือนกระจก 5,000,000 ตัน ใน 14 วันแรก

แพทริก บิ๊กเกอร์ ผู้อำนวยการวิจัยจาก Climate and Community Institute เปิดเผยผลการวิเคราะห์ความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ทั้งโรงกลั่นน้ำมัน ฐานทัพ พื้นที่พลเรือน และเรือในทะเล โดยระบุว่า ทุกการยิงขีปนาวุธเปรียบเสมือน "การเร่งภาระล่วงหน้า" ให้กับโลกที่กำลังเผชิญภาวะร้อนขึ้นและความไม่มั่นคงมากขึ้น

เขาชี้ว่า เหตุการณ์ไฟไหม้โรงกลั่นน้ำมันและการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในแต่ละครั้ง เป็นสัญญาณเตือนชัดเจนว่า ระบบภูมิรัฐศาสตร์ที่ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิล ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายของการรักษาโลกให้อยู่ในสภาพที่มนุษย์ยังสามารถอยู่อาศัยได้อย่างยั่งยืน

ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ-อิสราเอลอ้างว่า ทิ้งระเบิดเป้าหมายนับพันแห่งในอิหร่าน และอิสราเอลโจมตีเป้าหมายหลายร้อยแห่งในเลบานอน

รายงานจากภายในยืนยันความเสียหายรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐาน อาคารที่ถูกทำลายเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดของต้นทุนคาร์บอน จากรายงานของกาชาดแดงอิหร่านว่ามีอาคารพลเรือนเสียหาย 20,000 หลัง ปล่อยก๊าซ 2,400,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ภาพประกอบข่าว ไฟรบตะวันออกกลาง 14 วัน ปล่อย CO₂ 5 ล้านตันเทียบเท่า 84 ประเทศรวมกัน

เชื้อเพลิงเป็นส่วนที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 โดยเครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ บินจากไกลถึงตะวันตกของอังกฤษ ใช้เชื้อเพลิง 150-270 ล้านลิตร ปล่อยก๊าซ 529,000 ตัน

ภาพเมฆดำและฝนสีดำเหนือเตหะราน หลังโจมตีคลังน้ำมันสี่แห่ง ทำให้เชื้อเพลิง 2,500,000-5,900,000 ล้านบาร์เรลลุกไหม้ ปล่อยก๊าซ 1,880,000 ตัน

ใน 14 วันแรก สหรัฐฯ สูญเสียเครื่องบิน 4 ลำ ขณะที่อิหร่านสูญเสียเครื่องบิน 28 ลำ เรือรบ 21 ลำ และแท่นยิงขีปนาวุธ 300 แท่น ปล่อยก๊าซจากวัสดุประกอบ 172,000 ตัน

อาวุธที่ใช้ ได้แก่ ขีปนาวุธ โดรน และขีปนาวุธสกัดกั้น กว่า 9,900 ลูก ปล่อยก๊าซประมาณ 55,000 ตัน รวมทั้งหมด ปล่อยก๊าซ 5,055,016 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งเทียบเท่ากับการปล่อยประจำปีของคูเวต และเท่ากับประเทศที่มีการปล่อยต่ำที่สุด 84 ประเทศรวมกัน

เฟรด โอตู-ลาร์บี จากมหาวิทยาลัยพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ ประเทศกานา กล่าวว่าคาดการณ์ว่าการปล่อยก๊าซจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมัน

เหมือนไอซ์แลนด์ปล่อยก๊าซทั้งปีใน 2 สัปดาห์ คือสิ่งที่เราไม่อาจรับได้

นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศเคยประมาณการว่าโลกมีงบประมาณคาร์บอนเพียง 130,000 ล้านตัน เพื่อมีโอกาสร้อยละ 50 ที่จะไม่ให้โลกร้อนเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ด้วยอัตราการปล่อยปัจจุบัน งบนี้จะหมดภายในปี 2571

บิ๊กเกอร์เตือนว่า การหยุดชะงักของการส่งออกน้ำมันจากศึกตะวันออกกลางอาจนำไปสู่การขุดเจาะใหม่ "ความขัดแย้งนี้ไม่ใช่สู้รบกันเพื่อความมั่นคง แต่เป็นสงครามเศรษฐกิจการเมืองของเชื้อเพลิงฟอสซิล และผู้ที่ต้องจ่ายคือพลเรือนอิหร่านและชุมชนชนชั้นแรงงานทั่วโลก"

อ่านข่าวอื่น :

บริษัทคู่ค้าคลังน้ำมันอ่างทอง มอบหลักฐาน “ปคบ.” ไม่กังวลถูกเรียกสอบ

"เอกนิติ" เปิดมาตรการ พุ่งเป้า 5 กลุ่ม รับมือวิกฤตทางพลังงาน